วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2553

"ฟีม" เจ็บใจเบรกพลาดจนกลิ้ง

รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ นักบิดสังกัดทีมไทยฮอนด้าพีทีทีสิงห์แซค ในศึกจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลกรุ่นโมโตทู สุดเจ็บใจกับการเบรกที่ผิดพลาดจนต้องออกจากการแข่งขันสนามล่าสุดที่อินเดียนาโพลิส ทั้งที่กำลังเกาะกลุ่มอยู่ในอันดับที่ 6 จนต้องพลาดเก็บแต้มติดมืออีกสนาม

นักบิดหนึ่งเดียวของไทยออกสตาร์ทได้อย่างยอดเยี่ยมในการแข่งขันที่อินเดียนาโพลิส กรังด์ปรีซ์ ที่สนามอินเดียนาโพลิส มอเตอร์สปีดเวย์ ช่วงเช้ามืดวันจันทร์ที่ผ่านมา ด้วยการเกาะกลุ่มอยู่ในอันดับที่ 4-7 ทว่าต้องออกจากการแข่งขันเมื่อพลาดล้มในรอบที่ 9 ของการแข่งขัน

โดยนักบิดหน้าตี๋เผยด้วยความเจ็บใจหลังจบเรซว่า "มันเกือบจะเป็นสุดสัปดาห์ที่ดีของผมและทีมงาน เราต้องออกสตาร์ทถึง 2 ครั้งหลังเกิดอุบัติเหตุในโค้งแรก ซึ่งในการรีสตาร์ทผมเกาะกลุ่มขับเคี่ยวอยู่ในอันดับที่ 4 ถึง 7 ร่วมกับทามัคซี ,เอียนโนเน รวมถึงลูธิ"

"ซึ่งจากความเร็วที่รถของเราทำได้ดีในเรซนี้ ผมจึงพยายามแซงเอาอันดับคืนในช่วงสุดทางตรงโค้งแรก แต่มันน่าเจ็บใจและเสียดายมาก เมื่อผมกดเบรกหลังเบาเกินไปจนรถสะบัดเสียความควบคุม จนต้องออกจากการแข่งขัน ผมขอโทษทีมงานและแฟนๆทุกคน และจะขอแก้ตัวอีกครั้งในเรซหน้าที่มิซาโน"

สำหรับฟีมยังคงมีแต้มสะสมในรุ่นโมโตทูอยู่ที่ 25 คะแนน รั้งอันดับ 17 ในตารางแชมเปียนชิป ตามหลังเซร์คิโอ การ์เด ที่อยู่ในอันดับ 10 อยู่ 33 คะแนน โดยการแข่งขันสนามต่อไปจะไปดวลความเร็วกันที่สนามิซาโน ในซาน มาริโน วันที่ 5 ก.ย.นี้

เพิ่มเติม http://www.manager.co.th/

ฟูมิอากิ นางาชิมา "ยามาฮ่า" แบรนด์ในใจ "วัยรุ่น"

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าในแวดวงตลาดรถจักรยานยนต์เมืองไทย นอกจากภาพของการแข่งขันในเชิงยอดขาย อีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ ความมุ่งมั่นและพยายามขับเคลื่อน "แบรนด์" ของตัวเอง ให้เข้าไปอยู่ในใจของลูกค้า

"ประชาชาติธุรกิจ" มีโอกาสร่วมพูดคุยกับนายใหญ่แห่งค่ายรถจักรยานยนต์ เบอร์ 2 "ฟูมิอากิ นางาชิมา" ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด แม้จะเข้ามานั่งแท่นบอสใหญ่ได้เพียงขวบปีกว่า แต่ด้วยความมั่นใจบวกกับทิศทาง การบริหาร และทีมงานคุณภาพ ทำให้เขามั่นใจในความเป็นผู้นำ "เทรนด์" แล้วยืนยันว่า ยามาฮ่าถือเป็นเบอร์หนึ่งไม่เป็นรองใคร

- ความพอใจตลาดเมืองไทย ตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่ง

ก่อนที่ผมจะเข้ามารับหน้าที่ดูแลตลาดเมืองไทยนั้น ผมเคยดูแลตลาดทั้งใน อเมริกา, ยุโรป, อินโดนีเซีย หรือแม้แต่ในจีนมาแล้ว แต่ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ผมคิดว่า "ยามาฮ่า" เมืองไทยน่าจะเป็นบริษัทมีระบบการจัดการภายในองค์กรที่ดีที่สุด ทั้งด้านการผลิต การตลาด การเงิน การวางแผนธุรกิจ เรียกได้ว่า ระบบควบคุมภายในทุกอย่างน่าจะดีที่สุดเท่าที่เคยมีประสบการณ์มาจากประเทศอื่น ๆ

- นโยบายหลักที่จะใช้กับเมืองไทย

ในช่วงระยะนับตั้งแต่ปี 2552 ที่เข้ามารับตำแหน่ง ไปจนถึงปี 2554 หรือภายใน 3 ปีนี้ ยามาฮ่าจะต้องมี 1.ยอดขายภายในประเทศที่มากกว่า 500,000 คัน 2.จะต้องมีส่วนแบ่งตลาดเกินกว่า 28% และ 3.คือ ภายในปีที่ 3 หรือปี 2554 นั้น ยามาฮ่าจะต้องมีส่วนแบ่งทางการตลาดที่ 30% ให้ได้

อย่างในปีนี้ เราเชื่อว่าจะมียอดขายมากกว่า 500,000 คันอย่างแน่นอนแล้ว ส่วนมาร์เก็ตแชร์ การผลิต ทุกอย่างก็ล้วนแล้วแต่อยู่ในแผนงานของบริษัททั้งสิ้น ซึ่งถ้าปีนี้ยามาฮ่ามียอดขายมากกว่า 500,000 คัน ในปีหน้าเราก็หวังว่าจะมียอดขายที่ 550,000 คัน

- มองอะไรที่ยามาฮ่าน่าจะทำได้มากกว่านี้

ในส่วนของรูปแบบการทำตลาดของ ยามาฮ่าในปีนี้ เราก็จะยังคงเน้นไปที่มิวสิก มาร์เก็ตติ้ง, สปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง หรือเรียกง่าย ๆ ว่า เจาะเข้าไปยัง "ไลฟ์สไตล์มาร์เก็ตติ้ง" อย่างต่อเนื่อง

หลังจากตลอดช่วงระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา ยามาฮ่าค่อนข้างประสบความสำเร็จกับการใช้รูปแบบการทำตลาดข้างต้นมาแล้ว

ส่วนโรงงานนั้น ปัจจุบันนอกจากเราจะใช้สำหรับผลิตรถจักรยานยนต์เพื่อรองรับความต้องการของตลาดในประเทศแล้ว เราก็ยังคงมีการผลิตเป็นรถจักรยานยนต์ สำเร็จรูปและชิ้นส่วนออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง ทั้งฟิลิปปินส์, กัมพูชา, กรีซ, ลาว, มาเลเซีย และเวียดนาม และอนาคตบริษัทกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการส่งออกไปยังประเทศใหม่อย่างแอฟริกาใต้, อเมริกากลาง และยุโรปด้วย

- ความคืบหน้าของธุรกิจใหม่ ๆ

เป็นที่ทราบกันดีว่า "ยามาฮ่า" เราไม่ได้มีการผลิตสินค้าเฉพาะรถจักรยานยนต์อย่างเดียวเท่านั้น แต่เรายังมีสินค้าอื่น ๆ ซึ่งมีความหลากหลาย ทั้งเครื่องเรือ, เวฟ รันเนอร์, บิ๊กไบก์ ซึ่งเราคงจะต้องวางแผนทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ส่วนปีนี้เราก็กำลังเตรียมแผนงานที่จะแนะนำสินค้าใหม่ อย่างรถกอล์ฟและเครื่องยนต์อเนกประสงค์ออกสู่ตลาดเมืองไทยด้วย

เนื่องจากเราต้องการนำเสนอสินค้าในส่วนอื่น ๆ เพื่อให้ลูกค้าชาวไทยได้เลือกใช้และพิจารณา รวมทั้งเราต้องการสื่อสารไปยังลูกค้าว่า "ยามาฮ่า" ไม่ได้มีสินค้าเฉพาะรถจักรยานยนต์เท่านั้น

- อีก 3 ปียามาฮ่าจะปักธงกับตลาดเมืองไทยอย่างไร

สำหรับรถจักรยานยนต์ของเราก็ยังจะคงเน้นเจาะกลุ่มไปที่วัยรุ่น โดยเฉพาะการสื่อสารความเป็นที่ 1 ด้านภาพลักษณ์ ที่สดใหม่อยู่ตลอดเวลา แม้ว่าวันนี้เราจะทำได้ค่อนข้างดีแล้ว แต่เราก็ต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้ามองเห็นภาพความสดใหม่ และแบรนด์ที่แตกต่าง ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์สินค้า ตรา สินค้า ซึ่งวันนี้ภาพของยามาฮ่าในเชิงของ วัยรุ่น คือวัยรุ่นที่มีสไตล์ มีรสนิยม น่า ตื่นเต้น เร้าใจ หรือถ้าพูดให้ตรงประเด็นคือ "ยามาฮ่า" จะต้องเป็นแบรนด์ในใจวัยรุ่นทั่วประเทศ

- การลงทุนเพิ่มเติมสำหรับปีนี้

วันนี้ด้วยพื้นที่และกำลังผลิตของโรงงาน ในปัจจุบัน เทียบกับยอดขายถือว่าวันนี้ ยามาฮ่ายังไม่มีแผนลงทุนใด ๆ โดยเฉพาะการลงทุนในส่วนของการขยายโรงงานวันนี้ยังไม่มีความจำเป็น แต่โดยปกติเราได้วางงบประมาณสำหรับการลงทุน ในการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต อุปกรณ์ และเทคโนโลยี รวมทั้งการพัฒนาสินค้ารุ่นใหม่ ซึ่งเราได้วางงบประมาณโดยเฉลี่ยได้ปีละ 1,000 ล้านบาทต่อปีอยู่แล้ว

ส่วนสินค้าใหม่ที่บริษัทจำนำเข้ามาทำตลาด อย่าง "รถกอล์ฟ" และ "เครื่องยนต์อเนกประสงค์" นั้น จะเป็นในรูปแบบของการนำเข้ามาเพื่อจำหน่ายมากกว่า

ในส่วนของกำลังการผลิตปัจจุบันมีกำลังการผลิตที่ 650,000 คันต่อปี ปีนี้เราตั้งเป้าขายในประเทศกว่า 500,000 คัน และส่งออกอีกประมาณ 20,000 คัน ไม่รวมซีบียู ซึ่งโรงงานเราถือว่ายังรองรับเพียงพอ

- มองภาพตลาดรถจักรยานยนต์ในปีนี้

วันนี้ต้องบอกว่า หากสถานการณ์ทุกอย่างยังอยู่ในภาวะปกติเหมือนตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา คาดว่ายอดขายโดยรวมในปีนี้น่าจะอยู่ระดับ 1.8-1.9 ล้านคัน โตเพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณ 23% ในช่วง 7 เดือน ที่ผ่านมา หรือจะประเมินให้ชัดเจน"ยามาฮ่า" คาดว่ายอดขายโดยรวมน่าจะอยู่ที่ระดับ 1.85 ล้านคัน หรือโตประมาณ 15% ถือเป็นสถิติสูงสุดในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา และยามาฮ่าจะมียอดขายอยู่ที่ 520,000 คัน มีส่วนแบ่งทางการตลาดที่ 28%

โดยสัดส่วนของการจำหน่ายจะแบ่งเป็นรถจักรยานยนต์เกียร์อัตโนมัติ 53% เกียร์ธรรมดา 47% สำหรับตลาดรวม ขณะที่สัดส่วนการขายของยามาฮ่านั้นจะเป็นรถเกียร์อัตโนมัติสูงถึง 85% และเกียร์ธรรมดาเพียง 15%

- หมายความว่าพฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยน

แน่นอน ยามาฮ่าเราเชื่อว่าตลาดรถจักรยานยนต์เกียร์อัตโนมัติน่าจะมีการขยายไปได้มากกว่านี้ อย่างปีที่ผ่านมาสัดส่วนของรถเกียร์อัตโนมัติอยู่เพียงแค่ 49% แต่ปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 53% และปีหน้าเชื่อว่าจะ เพิ่มเป็น 55% ภายใน 2-3 ปีข้างหน้าจะเพิ่มเป็น 60% และยามาฮ่าเองน่าจะมีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันด้วย

- มองตลาดปีหน้า

สำหรับในปีหน้าเรายังเชื่อว่ายอดขายรถจักรยานยนต์โดยรวมก็น่าจะมีตัวเลขอยู่ในระดับ 1.8-1.9 ล้านคัน ใกล้เคียงกับปีนี้ เหตุผลที่เชื่ออย่างนั้น เพราะว่าวันนี้จำนวนประชากรไทยไม่ได้เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน 2.เรามองว่าตลาดน่าจะอยู่ในระดับใกล้ถึงจุดอิ่มตัว ซึ่งตัวเลขในระดับ 1.8-1.9 ล้านคันนี้ ก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างดี

ทั้งนี้ ยามาฮ่าเชื่อว่าหากเราทำสิ่งที่ทำอยู่ในปัจจุบันอย่างเต็มที่แล้ว บวกกับการสนับสนุนและส่งเสริมจากบริษัทแม่ ในแง่ของการพัฒนาสินค้า อย่างไรก็แล้วแต่เราเชื่อว่าสุดท้าย "ยามาฮ่า" จะต้องมีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ในระดับ 30-35% ได้ไม่ยากนัก

- แผนขยายเครือข่าย

ปัจจุบันยามาฮ่ามีตัวแทนจำหน่าย 550 แห่งทั่วประเทศ แบ่งออกเป็นยามาฮ่า สแควร์ 400 แห่ง และรูปแบบธรรมดาประมาณ 150 แห่ง ตามแผนงานที่วางไว้คือ การเพิ่มจำนวนสาขา 30-40 แห่งต่อปี คาดว่าภายใน 5 ปีจะมีตัวแทนจำหน่ายประมาณ 700 แห่งทั่วประเทศ ส่วนยามาฮ่า โอเค ซึ่งเป็นโชว์รูมที่จำหน่ายรถมือสองอย่างเป็นทางการของยามาฮ่า ปัจจุบันยังคงมี 1 สาขาย่านรัชดาฯ และยังไม่มีแผนงาน จะขยายเพิ่มในตอนนี้ เพราะเราตั้งใจให้ ยามาฮ่า โอเค เป็นโชว์รูม และสถานที่เป็น กลางในการวางมาตรฐานราคาจำหน่าย รถจักรยานยนต์มือสองของเราในแต่ละรุ่น

เพิ่มเติม http://www.prachachat.net/

วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ดึง4ยักษ์มอเตอร์ไซค์"จีน-ยุโรป" เทงบตั้งฐานผลิตอมตะ200ไร่จีบซัพพลายเออร์เพิ่ม

"อมตะฯ" เซ็นสัญญาดึงผู้ผลิตรถจักรยานยนต์จีน-ยุโรป 4 ค่ายปักหลัก ตั้งฐานผลิตในนิคมอมตะฯกว่า 200 ไร่ เล็งดึงซัพพลายเออร์ผู้ผลิตชิ้นส่วนจักรยานยนต์เข้าลงทุนเพิ่ม ตั้งเป้ารวมกลุ่มคลัสเตอร์ในระยะยาว พร้อมดันไทยขึ้นสู่ศูนย์กลางการผลิตในตลาดโลก

นายวิบูลย์ กรมดิษฐ์ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทได้มีการเซ็นสัญญากับบริษัทผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ชั้นนำ 4 ราย โดยมาจากประเทศยุโรป 2 ราย และจีน 2 ราย เพื่อเข้ามาใช้พื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จังหวัดชลบุรี บนพื้นที่กว่า 200 ไร่ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เป็นการตั้งโรงงานประกอบรถจักรยานยนต์สำเร็จรูปขนาดใหญ่ (super bike) พร้อมจำหน่ายในประเทศและส่งออก โดยนอกจากนี้บริษัทยังอยู่ในระหว่างการเจรจากับผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ค่ายยุโรปอีก 1 ราย คาดว่าจะสรุปผลได้ในเร็ว ๆ นี้

"เห็นได้ว่าสัญญาณของเศรษฐกิจไทยเริ่มเป็นบวกมากขึ้น จากการตัดสินใจเข้ามาลงทุนของนักลงทุนในขณะนี้ แม้ว่าจะมีปัญหาการเมืองอยู่บ้างแต่นักลงทุนยังมั่นใจด้วยศักยภาพการลงทุนในไทยที่จัดว่าเป็นฐานผลิตที่มีความแข็งแกร่งในภูมิภาคอาเซียน และการมีแรงงานที่มีศักยภาพ รวมทั้งการได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาบุคลากรขั้นสูง เพื่อเร่งป้อนแรงงานระดับฝีมือเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น อาทิ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และกระทรวงอุตสาหกรรม"

หลังจากที่บริษัทยักษ์ใหญ่ตัดสินใจ เข้ามาลงทุนในพื้นที่นิคมอมตะฯ บริษัทได้เตรียมแผนการดำเนินงานในการเจรจา ดึงบริษัทซัพพลายเออร์ผู้ผลิตชิ้นส่วนจักรยานยนต์ให้เข้ามาลงทุนในพื้นที่นิคมอมตะฯเพิ่มเติม โดยมีเป้าหมายป้อนชิ้นส่วนและอะไหล่ให้กับบริษัทผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ที่จะเข้ามาลงทุนเพิ่มอีกในอนาคต และ จะเร่งผลักดันให้พื้นที่การลงทุนของ อมตะฯเข้าสู่การลงทุนที่สมบูรณ์แบบมีความเชื่อมโยงเป็นกลุ่มคลัสเตอร์มากขึ้น ซึ่งจะทำให้อมตะก้าวขึ้นสู่ศูนย์กลางการผลิตในภูมิภาคอาเซียนและทั่วโลก

อย่างไรก็ดี ขณะนี้พื้นที่นิคมอมตะฯ เป็นพื้นที่มีศักยภาพในการเป็นฐานผลิตอะไหล่รถจักรยานยนต์ที่ได้มาตรฐานและตรงความต้องการของลูกค้า พร้อมที่จะป้อนสู่โรงงานในนิคมได้อย่างเพียงพอ ทั้งการผลิตรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่รุ่นพิเศษ และรถจักรยานยนต์ขนาดทั่วไป

ทั้งนี้ บริษัทมั่นใจว่าสถานการณ์ที่ดีขึ้นและการกลับเข้ามาของนักลงทุน จะส่งผลให้อมตะฯสามารถทำยอดขายที่ดิน ในปี 2553 เป็นไปตามเป้าหมาย 900 ไร่อย่างแน่นอน โดยปัจจุบันนักลงทุนที่เข้า มาลงทุนในนิคมส่วนใหญ่จะเป็นนักลงทุน ญี่ปุ่นกว่า 60% และ 30% เป็นนักลงทุนไทยและส่วนที่เหลือก็กระจายตัวกว่า 20 ประเทศ

เพิ่มเติม http://www.prachachat.net

วันอังคารที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2553

"รอสซี" เผยปิดจ็อบยามาฮ่าแล้ว

"เดอะด็อกเตอร์" วาเลนติโน รอสซี แชมป์โลกเวิลด์ จีพี 9 สมัย เผยเหตุที่ตัดสินใจย้ายออกจากทีมเฟียต-ยามาฮ่า ว่าเป็นเพราะงานทุกอย่างของตนเองกับทีมแข่งแดนปลาดิบเสร็จสิ้นลงแล้ว และทีมก็ดูจะไม่ต้องการเก็บตนเองไว้ในอีกต่อไป

ยอดนักบิดอิตาเลียนตัดสินใจอำลาทีมเฟียต-ยามาฮ่า หลังจบฤดูกาลนี้ ด้วยการเซ็นสัญญาล่วงหน้า 2 ปี ย้ายร่วมทีมดูคาติในฤดูกาล 2011 โดยล่าสุดเจ้าตัวออกมาเปิดใจอีกครั้งถึงสาเหตุการอำลาทีมแข่งเลือดซามูไรไปซิ่งกับทีมบ้านเกิด

"ผมมีความสุขที่ได้แสวงหาความท้าทายใหม่ๆ โดยฉพาะอย่างยิ่งกับผลงานที่ผมทำให้ยามาฮ่าในช่วงที่ผ่านมา ผมคิดว่าทุกอย่างเสร็จสิ้นสมบูรณ์แบบแล้ว เราทำให้ทีมกลายเป็นทีมหัวแถวของโมโตจีพีนับจากปี 2004 เป็นต้นมา เวลานี้พวกเขาสามารถเฟ้นหานักแข่งดีๆได้มากมาย โดยที่ดูเหมือนว่าไม่จำเป็นต้องมีผมอีกต่อไป" รอสซีเผย

พร้อมกันนี้ยอดนักบิดวัย 31 ปี ยังเผยถึงการได้ร่วมทีมสัญญาบ้านเกิดอย่างดูคาติเป็นครั้งแรกว่า "การมีนักบิดอิตาเลียนอยู่ในทีมอิตาเลียนคือสิ่งที่ยอดเยี่ยมมาก โดยเฉพาะกับแฟนๆในอิตาลี ผมมั่นใจว่ามันจะเรียกกระแสจากแฟนๆอิตาเลียนได้อีกพอสมควร"

สำหรับรอสซีมีคิวบิดทิ้งท้ายกับเฟียต-ยามาฮ่า อีก 8 เรซสุดท้าย โดยศึกจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลกรุ่นโมโตจีพี สนามต่อไป จะแข่งขันกันในศึกอินเดียนาโปลิส กรังด์ปรีซ์ ที่สหรัฐเมริกา วันที่ 29 สิงหาคม นี้

เพิ่มเติม http://www.manager.co.th

‘ฮอนด้า’ กับกลยุทธ์การตลาด 3 ผสาน


กระแสฟุตบอลฟีเวอร์ต่อเนื่องจริงๆ นับตั้งแต่ฟุตบอลโลกที่แอฟริกาใต้จบไป ตามมาด้วยบรรดาฟุตบอลลีกของประเทศต่างๆ ที่เริ่มบรรเลงเพลงแตะกันแล้ว และยังมีฟุตบอลในไทยบ้านเรา “ไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก” ที่กระหึมในใจของแฟนลูกหนังชาวไทย ทำให้ปีนี้กลุ่มธุรกิจต่างอิงกระแส งัดกลยุทธ์ Sport Marketing มาจับลูกค้ากันเป็นแถว โดยเฉพาะธุรกิจขายรถจักรยานยนต์ แต่เรื่องนี้ดูเหมือนเจ้าตลาด “ฮอนด้า” จะก้าวไม่ทันคู่แข่งเท่าไหร่นัก ส่วนเป็นเพราะสาเหตุอะไร?... “จิอากิ คาโต” ประธานกรรมบริหารคนใหม่ บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด มาเป็นผู้ให้คำตอบ…

ทิศทางการทำตลาดจยย.ฮอนด้าปีนี้

ทุกกลยุทธ์ทางการตลาดของฮอนด้า มุ่งเน้นสร้างความพึงพอใจให้ผู้ใช้รถ และการสื่อสารการตลาด หรือแผนประชาสัมพันธ์ต่างๆ ฮอนด้ามุ่งเน้นและรุกทำกิจกรรมสานต่อไลฟ์สไตล์ความสนุกของวัยรุ่นเป็นหลัก เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของวัยรุ่นยุคใหม่ เช่น กิจกรรม “สกุ๊ปปี้ ดี-เดย์” ร่วมกับร้านผู้จำหน่าย และจากความที่ฮอนด้ามีเครือข่ายที่แข็งแกร่ง และครอบคลุมทั่วประเทศ ถือเป็นตัวผลักดันหลักที่ทำให้ฮอนด้าเป็นที่ 1 มากกว่า 20 ปี

กิจกรรมตลาดที่เห็นเป็นรูปธรรมชัด

วิธีการทำตลาดฮอนด้ายังคงเน้น เรื่องของ Target Marketing Relation Marketing เป็นหลัก โดยมีกิจกรรม 3 อย่าง คือ Music, Sport และ Lifestyle Marketing เป็นเครื่องมือหลักเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย

ช่วงนี้ ‘Sport Marketing’ มาแรง

ฮอนด้ามองที่กลุ่มเป้าหมายเป็นหลัก จึงจัดกิจกรรมแตกต่างกันไปครบทุกกลุ่มลูกค้า อย่างช่วงฟุตบอลโลกฮอนด้าได้ออกแคมเปญ “เกาะติดทีมชาติอังกฤษ ลุ้นโชคทุกรอบกับ สกู๊ปปี้ ไอ” ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก คูปองที่ส่งมาร่วมสนุกในแคมเปญนี้เยอะมากกว่า 1.5 ล้านใบ อาจเป็นเพราะของรางวัลที่นำเสนอมูลค่ารวมกว่า 7 ล้านบาท รวมทั้งการผลักดันของผู้จำหน่าย ทำให้เราได้รับชิ้นส่วนมากมายขนาดนี้ แต่สิ่งที่ฮอนด้าถือว่าประสบความสำเร็จที่สุด คือ จำนวนคนที่เราสามารถดึงเข้าไปในร้านผู้จำหน่ายได้ด้วย เป็นการสร้างโอกาสขายให้ดีลเลอร์

กิจกรรมการตลาดอื่นๆ ที่จัดปีนี้

Music Marketing เราก็ให้ความสำคัญ ล่าสุดเมื่อสิ้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ฮอนด้าได้จัดกิจกรรมเทศกาลดนตรีริมทะเลชายหาดชะอำ “Honda Scoopy i Reggae on the Rock “ ครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นการส่งมอบความสุขให้ทั้งผู้ใช้รถฮอนด้าและประชาชนผู้สนใจทั่วไป งานนี้ประสบความสำเร็จเช่นกัน ได้รับการตอบรับสูงและมากกว่าปีที่แล้วเกือบสามเท่าตัว หรือมีผู้มาชมคอนเสิร์ตปีนี้กว่า 3 แสนคัน ทำให้เกิดการกระจายรายได้ลงพื้นที่ช่วงดังกล่าวกว่า 150 ล้านบาท นอกจากนี้ก็จะมีกิจกรรมอีกหลากหลายตลอดทั้งปี อย่างเช่น “สกู๊ปปี้ ดี-เดย์” ที่จัดได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี

ผลิตภัณฑ์ใหม่ฮอนด้าสู่ตลาด

ฮอนด้าจะไม่หยุดในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ สู่ตลาด ดังจะเห็นได้จากการเปลี่ยนสายการผลิตรถทุกรุ่นของฮอนด้าให้เป็นระบบหัวฉีด PGM-FI เมื่อต้นปีที่ผ่านมา และในช่วงปลายปีนี้ฮอนด้าจะมีรถสปอร์ตออกวางจำหน่าย ซึ่งจะเป็นการผลิตและส่งออกไปทั่วโลก เหมือนกับฮอนด้ารุ่น PC-X ที่ผลิตและเปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทย ส่วนบิ๊กไบค์ฮอนด้ากำลังอยู่ในช่วงพิจารณาถึงความเหมาะสม น่าจะมีความชัดเจนในต้นปีหน้า

ตั้งเป้าจากการรุกตลาดปีนี้กี่คัน

คาดการณ์แนวโน้มตลาดรถจักรยานยนต์ในช่วงครึ่งปีหลังยังคงร้อนแรง จากการแข่งขันทางการตลาดที่ดุเดือด เนื่องจากทุกค่ายผู้ผลิตโฆมอัดกลยุทธ์ส่งเสริมการขายทุกรูปแบบ และเร่งเปิดตัวรุ่นใหม่ แต่จากกลยุทธ์การตลาดที่วางไว้ฮอนด้ามั่นใจว่าจะสามารถทำยอดขายได้กว่า 1.22 ล้านคัน หรือเพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา จากภาพรวมตลาดทั้งหมดอยู่ที่ 1.78 ล้านคัน หรือฮอนด้ามีส่วนแบ่งการตลาด 69%

เพิ่มเติม http://www.manager.co.th/

วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เปโดรซา" โพลฯเช็กจีพี "รอสซี" ล้ม

ดานี เปโดรซา ยอดนักบิดทีมเรปโซลฮอนด้า มีลุ้นลดช่องห่างจากฮอร์เก ลอเรนโซ ในตารางคะแนนรุ่นโมโตจีพี หลังคว้าตำแหน่งโพลโพซิชัน ในศึกเช็ก กรังด์ปรีซ์ ขณะที่ในรุ่นโมโตทู รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ รถมีปัญหาได้ออกสตาร์ทจากกริดที่ 24

ศึกจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลกสนามที่ 10 ของรุ่นโมโตจีพี ซึ่งเป็นสนามที่ 9 ของรุ่นโมโตทู รายการ เช็ก กรังด์ปรีซ์ แข่งขันกันที่สนามเบอร์โน เซอร์กิต ในสาธารณรัฐเช็ก ความยาวต่อรอบ 5.403 กิโลเมตร ช่วงบ่ายวันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่นเป็นการแข่งขันรอบควอลิฟาย เพื่อจัดอันดับสตาร์ท

ในรุ่นโมโตจีพี 800 ซีซี ปรากฎว่า ดานี เปโดรซา นักบิดสแปนิชจากทีมเรปโซลฮอนด้า เร่งความเร็วในช่วงท้ายของการจับเวลา คว้าตำแหน่งโพลโพซิชันไปครองด้วยเวลา 1 นาที 56.508 วินาที ได้ออกสตาร์ทจากกริดที่ 1 โดยมี เบน สปีส์ จากทีมเทคทรียามาฮ่า และ ฮอร์เก ลอเรนโซ จากเฟียตยามาฮ่า ออกตัวเคียงข้างในกริดที่ 2 และ 3 ในแถวหน้า

ส่วนวาเลนติโน รอสซี แชมป์โลกคนล่าสุด ที่ลงแข่งในสภาพไม่ฟิตเต็มร้อย พลาดล้มในการจับเวลาควอลิฟายรอบสุดท้าย บริเวณโค้งสุดท้ายของสนาม ทำเวลาต่อรอบเข้ามาเป็นอันดับที่ 5 ได้ออกตัวจากกริดที่ 5 ในแถวที่ 2 อย่างไรก็ดีนับว่า "เดอะด็อกเตอร์" โชคดีที่ไม่ได้รับอาการบาดเจ็บรุนแรงจากอุบัติเหตุในครั้งนี้

ส่วนผลควอลิฟายในรุ่นโมโตทู 600 ซีซี "ฟีม" รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ ที่ทำเวลาได้ดีในรอบฝึกซ้อมครั้งที่ 2 ด้วยการติดอันดับที่ 10 ต้องเสียเวลาส่วนใหญ่ไปกับการปรับจูนรถในพิต ได้ออกสตาร์ทจากกริดที่ 24 ในแถวที่ 6 เท่านั้นด้วยเวลา 2 นาที 05.426 วินาที ขณะที่เจ้าของตำแหน่งโพลในรุ่นนี้ ได้แก่โชยา โทมิซาวา จากทีมเทคโนแมค ด้วยเวลา 2 นาที 03.452 วินาที

สำหรับมอเตอร์ไซค์ทางเรียบชิงแชมป์โลกรายการเช็ก กรังด์ปรีซ์ ที่สนามเบอร์โน เซอร์กิต จะดวลความเร็วกันในรอบชิงชนะเลิศในวันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม นี้ โดยรุ่นโมโตทูเริ่มเวลา 17.15 น. ตามเวลาประเทศไทย

เพิ่มเติม http://www.manager.co.th

วันศุกร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2553

จิอากิ คาโต อยากเห็น เอ.พี.ฮอนด้าเป็นผู้นำตลาดโลก

หลังจากเข้ามารับตำแหน่งนายใหญ่แห่งค่ายรถจักรยานยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง เอ.พี.ฮอนด้า มาช่วงระยะเวลาหนึ่ง วันนี้ "จิอากิ คาโต" นายใหญ่ ได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้พบปะ รวมทั้งได้อัพเดตสถานการณ์และความเคลื่อนไหวของ เอ.พี.ฮอนด้า ว่าวันนี้ความสำเร็จในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมากับส่วนแบ่งตลาด 69% อะไรคือปัจจัยที่นำพา

ความสำเร็จในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา

สำหรับยอดขายรถจักรยานยนต์ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมานั้น ต้องบอกว่าตลาดโดยรวมมียอดขายสูงถึง 933,219 คัน เติบโตเพิ่มขึ้น 25% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนซึ่งทำได้ที่

750,000 คัน และฮอนด้ามียอดขาย 641,481 คัน โตเพิ่มขึ้น 60% จากปีก่อนที่ทำได้ 640,000 คัน และมีส่วนแบ่งตลาด 69% สาเหตุที่ทำให้ตลาดโตเพิ่มขึ้นนั้น เรามองว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากเมื่อช่วงครึ่งปีหลังของปี 2552 ตลาดรถจักรยานยนต์ได้ลดลงไปค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นผลกระทบต่อเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจ แต่หลังจากเดือนตุลาคมเป็นต้นมาตลาดเริ่มดีขึ้น ลูกค้าที่ชะลอการตัดสินใจซื้อรถ ได้หันกลับมาซื้อรถตลาดช่วง 6-8 เดือนที่ผ่านมา

เป้าหมายของ เอ.พี.ฮอนด้าในปีนี้

สำหรับปีนี้เชื่อว่าตลาดรถจักรยานยนต์น่าจะอยู่ในระดับ 1.78 ล้านคัน และเติบโตเพิ่มขึ้น 16% ส่วนฮอนด้านั้นคาดว่าจะมี ยอดขายอยู่ที่ 1.22 ล้านคัน และเติบโตมากกว่าตลาดรวมที่ 20% รวมทั้งมีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 69% ซึ่งสถานการณ์ วันนี้เรามีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า จะสามารถทำได้ตามแผนงานที่ตั้งไว้อย่างแน่นอน

นโยบายหลังเข้ามาดูแลตลาดไทย

สำหรับนโยบายหรือแนวทางการบริการนั้น แน่นอนเราต้องยึดมั่นแนวทางและหลักปรัชญา การบริการของ "ฮอนด้า" ซึ่งเรา มุ่งเน้นและให้ยึดใน 2 เรื่องหลัก คือ การเคารพความเป็นปัจเจกบุคคล และความยินดี 3 ประการ คือ ยินดีซื้อ, ยินดีขาย และยินดีบริการ ซึ่งนโยบายนี้จะเป็นแนวนโยบายเดียวกันกับบริษัทแม่ที่ประเทศญี่ปุ่น

ความคืบหน้ารถบิ๊กไบก์

ตลาดรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ หรือบิ๊กไบก์นั้น ฮอนด้ามีความตั้งใจและพยายามมาตั้งแต่เริ่มต้นแล้วว่า ต้องการนำสินค้าประเภทนี้เข้ามาเสริมไลน์ และสร้างภาพลักษณ์ในประเทศไทย แต่ช่วงที่ผ่านมา อย่างที่ทุกคนทราบดีว่า อุตสาหกรรมต่าง ๆ ต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจ และเราก็เช่นเดียวกัน ทำให้การดำเนินงานในโครงการนี้ล่าช้าออกไป

แต่วันนี้สถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น และฮอนด้าเราก็กำลังพิจารณาแผนงานในเรื่องนี้อยู่ เราตั้งใจจะแบ่งปันความสุขไปยังกลุ่มผู้ชื่นชอบ และนิยมใช้รถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ด้วย

มีโอกาสจะได้เห็นใช้ไทยเป็นฐานบิ๊กไบก์หรือไม่

ถ้าจะพูดในแง่ของขนาดเครื่องยนต์ซึ่งวันนี้ประเทศไทยมีการผลิตรถหลายระดับ ซีซี แต่ถ้าซีซีสูงขึ้นไปกว่านี้ เราคิดว่าน่าจะเป็นการนำเข้าเหมาะสมกว่า บวกกับตอนนี้รัฐบาลไทยก็ได้ให้การสนับสนุน ผ่านเงื่อนไขทางการค้า หรือเอฟทีเอต่าง ๆ ซึ่งไทยได้ทำกับหลาย ๆ ประเทศ ซึ่งฮอนด้ามองว่าในอนาคตจะได้ใช้ประโยชน์จากตรงนี้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะกับรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ และสำหรับบิ๊กไบก์ ปีนี้เราคงจะทำออกมาไม่ทันอย่างแน่นอน

ผลตอบรับของรถจักรยานยนต์พรีเมี่ยม ฮอนด้า พีซีเอ็กซ์

ในส่วนของฮอนด้า พีซีเอ็กซ์นี้ ถือว่ากระแสตอบรับค่อนข้างดีมาก ๆ ทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออก โดยเฉพาะในญี่ปุ่นและยุโรป ซึ่งมีสัดส่วนยอดขายพอ ๆ กัน ปีนี้เราตั้งเป้าจะมียอดขายรถรุ่นนี้ไว้ที่ 35,000 คัน สำหรับตลาดในประเทศ ซึ่งวันนี้ผ่านมา 6 เดือนมียอดขายไปแล้วกว่า 20,000 คัน ซึ่งเราพอใจมาก ๆ

และอนาคตอันใกล้นี้ ฮอนด้าก็จะมีการพัฒนารถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ ในรูปแบบคล้าย ๆ กับพีซีเอ็กซ์ขึ้นมาอีก 1 รุ่น และเราหวังว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศยุทธศาสตร์สำคัญในการผลิตรถจักรยานยนต์ที่มีความแข็งแกร่ง และมีคุณภาพของฮอนด้า สำหรับรถสปอร์ตรุ่นใหม่นี้ จะเป็นรถที่ได้รับการพัฒนาระดับเดียวกับพีซีเอ็กซ์ หรืออาจจะสูงกว่า

- กังวลกับสถานการณ์ในประเทศหรือไม่

ไม่มีอะไรที่กังวลเป็นพิเศษ โดยเฉพาะปัจจัยที่เราสามารถควบคุมได้ ฮอนด้าไม่มีความกังวลแต่อย่างใด แต่ที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ จนเป็นเหตุให้ ส่งผลกระทบไปยังเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทย และอนาคตถ้ามีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้นี้เกิดขึ้น มันก็ยังคงเป็นเรื่องที่น่ากังวลในระยะสั้นเท่านั้น

อย่างในปีนี้ เรามีแผนในการทำตลาดและมีกิจกรรมต่าง ๆ รออยู่ค่อนข้างมาก เดือนตุลาคมที่จะถึงเราจะเตรียมงานฉลองวันเกิดครบรอบ 1 ปีให้กับฮอนด้า สกู๊ปปี้ ไอ, การส่งรถรุ่นใหม่ออกสู่ตลาด หรือแม้แต่กิจกรรมส่งเสริมการขายต่าง ๆ เราก็จะยังคงจัดต่อเนื่องตลอดทั้งปี และถ้าการดำเนินงานทุกอย่างเป็นไปตามแผนเหมือนช่วงครึ่งปีแรก "ผมเอง" ก็คงไม่มีอะไรต้องทำมากนัก เพราะวันนี้คน เอ.พี.ฮอนด้าทุกคนสามารถทำทุกอย่างได้ดีแล้ว

หรือแม้แต่ปีหน้าจะถือเป็นอีก 1 ปีที่สำคัญของ เอ.พี.ฮอนด้า เพราะจะเป็นปีฉลองความสำเร็จของการเข้ามาดำเนินธุรกิจครบรอบ 25 ปีในประเทศไทยของ เอ.พี.ฮอนด้าด้วย และเราก็อยากจะให้เกิดสิ่งดี ๆ ในปีนี้

ส่วนแบ่งทางการตลาดลดลงหรือไม่

ความจริงแล้ว ส่วนแบ่งตลาดนั้น เรามองว่ามันคือผลที่เกิดขึ้น แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่ลูกค้าจะตัดสินใจเลือกใช้รถอะไรมากกว่า วันนี้ เอ.พี.ฮอนด้าเราพยายามทำธุรกิจบนพื้นฐานของความถูกต้อง มีคุณธรรม และ ผู้ใช้จะเลือกรถยี่ห้ออะไร ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้ใช้

การลงทุนเพิ่มเติม

ในทุก ๆ ปีเราจะมีการลงทุนอยู่แล้ว ที่โรงงานของไทยฮอนด้า สำหรับการลงทุนหลักของเรา ในประเทศอินเดีย-อินโดนีเซียนั้นจะเป็นการลงทุนขยายกำลังการผลิตส่วนการลงทุนในประเทศไทย หลักใหญ่จะเป็นการลงทุนพัฒนาคุณภาพ มาตรฐานการผลิต ด้วยการเน้นเทคโนโลยีชั้นสูงมากกว่า

มองสัดส่วนตลาดจะเปลี่ยนเป็นรถเอทีมากขึ้น

สัดส่วนของรถเอทีในปัจจุบันนี้ยังไม่ถึง 60% ของตลาด แต่เราเชื่อว่าในระยะเวลา 5 ปีนับจากนี้ สัดส่วนของรถเอทีจะปรับเพิ่มเป็น 2/3 ของตลาดรถจักรยานยนต์ทั้งหมด แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าความต้องการของรถครอบครัวจะลดน้อยลง

การแข่งขันของตลาดเมืองไทย

การแข่งขันของตลาดรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยนั้น ยังถือว่ามีการแข่งขันที่ไม่รุนแรงมากนัก และเราก็ไม่ได้อยากจะ แข่งขันกับใคร เรามองเพียงแค่ป้อนสินค้าให้กับลูกค้าได้ตามความต้องการ เราอยากสร้างความคึกคักให้กับตลาด และแน่นอน เราอยากให้ เอ.พี.ฮอนด้าเป็นผู้นำตลาดโลก และวันนี้รถจักรยานยนต์ของเรา ถือว่า ก้าวหน้าที่สุดในโลก และเราจะต้องพัฒนาให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปด้วย

เพิ่มเติม http://prachachat.net/

“สิทธิผล” ชี้ตลาดอะไหล่มอเตอร์ไซค์อีสานยังแรง

เศรษฐกิจต่างจังหวัดพุ่งฉลุย บริษัท สิทธิผล 1919 มั่นใจปี 53 ตลาดอะไหล่รถจักรยานยนต์อีสานโต 9% เร่งวางกลยุทธ์ลงพื้นที่หนุนตัวแทนจำหน่ายขยายตลาดสู่นอกเมืองให้ทั่วถึง

นายศิริ อังคฉัตรชัย ผู้จัดการขายกลุ่มผลิตภัณฑ์ บริษัท สิทธิผล 1919 เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินงานของบริษัทช่วงครึ่งปีหลังว่า สิทธิผลมีแผนที่จะรุกตลาดชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากขึ้น เนื่องจากหลายจังหวัดในแถบภาคอีสานมีศักยภาพทางธุรกิจสูง เป็นศูนย์กลางทางการค้า การบริหารงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษาของภาค ประกอบกับบริษัทมีตัวแทนจำหน่ายแข็งแกร่งและฐานลูกค้าเติบโตต่อเนื่อง โดยเชื่อว่าในปี 2553 นี้ บริษัทจะสามารถเพิ่มยอดขายได้ 9%

“บริษัทคาดหวังให้ตัวแทนจำหน่ายทุกภูมิภาคทั่วประเทศที่มีอยู่กว่า 1,000 ราย สามารถเพิ่มยอดขายสินค้าได้มากขึ้น สำหรับตลาดแถบอีสานวางกลยุทธ์ลงพื้นที่ช่วยสนับสนุนดีลเลอร์ให้สามารถกระจายสินค้าสู่กลุ่มลูกค้าในเขตนอกเมืองให้ทั่วถึงยิ่งขึ้น เนื่องจากยังมีบางพื้นที่ที่ยังสามารถเข้าไปทำตลาดและมีโอกาสเติบโตสูง ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับตัวแทนจำหน่ายอีกทางหนึ่ง”

นายวิวัฒน์ รุจิพรวศิน เจ้าของกิจการ บริษัท ชัยสว่างมอเตอร์พาร์ท 1995 ผู้จัดจำหน่ายอะไหล่รถจักรยานยนต์ จังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ผลประกอบการช่วงครึ่งปีแรกเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะชะลอตัวตามภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศและผลิตผลทางการเกษตรไม่ดีเท่าที่ควร โดยเฉพาะมันสำปะหลัง ซึ่งโคราชเป็นแหล่งผลิตใหญ่แต่ประสบปัญหาเพลี้ยแป้งลงเมื่อช่วงที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามปัจจัยตลาดในพื้นที่ยังมีความต้องการใช้อะไหล่รถจักรยานยนต์ในสัดส่วนที่สูง เนื่องจาก รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะที่จำเป็นสำหรับทุกครัวเรือน ประกอบกับผู้บริโภคมีกำลังทรัพย์ที่จะดูแลและบำรุงรักษาง่ายทำให้บริษัทยังรักษาฐานลูกค้าไว้ได้เหมือนเช่นทุกปี

“ปัจจุบันตลาดอะไหล่รถจักรยานยนต์แข่งขันกันสูงขึ้น ธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวและพัฒนาประสิทธิภาพสม่ำเสมอ โดยบริษัทมีการลงทุนพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือทำธุรกิจ พร้อมจัดบริการรถขายส่งภายในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง อาทิ จังหวัดบุรีรัมย์และจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวช่วยผลักดันยอดขายและวางระบบบริหารจัดการร้านได้เป็นอย่างดี”

เพิ่มเติม http://www.posttoday.com

วัฒนาทำฐานข้อมูลวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง

นายจรูญ มีธนาถาวร ผู้อำนวยการเขตวัฒนา กล่าวว่า เขตในฐานะหน่วยงานในสังกัด ได้ริเริ่มโครงการ "จัดทำฐานข้อมูล และให้บริการข้อมูลผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างด้วยระบบเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ Virtual Private Network (VPN)" ขึ้น โดยใช้ร่วมกับโครงข่ายโทรศัพท์ระบบ 3G เชื่อมต่อเข้าระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของสำนักงานเขต

เพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างในพื้นที่ซึ่งมีอยู่ 130 วิน คิดเป็นจำนวนผู้ขับขี่รับจ้างประมาณ 1,100 คน ให้เป็นระบบ ถูกต้องและครบถ้วน สามารถให้บริการออกใบรับรอง กรณีขอเปลี่ยนรถจักรยานยนต์แก่ผู้ขับขี่รับจ้าง รวมทั้งให้บริการข้อมูลของผู้ขับขี่ในพื้นที่แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สถานีตำรวจนครบาลและกรมการขนส่งทางบก

ทั้งนี้ ผู้ขับขี่รับจ้างสามารถเลือกเข้ารับบริการได้ทั้งในสำนักงานเขตและสถานที่ที่กำหนด ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทศกิจจะกำหนดสถานที่ที่เหมาะสมภายในพื้นที่เขตโดยจะออกให้บริการจัดทำฐานข้อมูล ผู้ขับขี่รับจ้างนอกสถานที่ทุกเดือนๆ ละ 1-2 ครั้ง ตั้งแต่บัดนี้ถึงกันยายน 2553 สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายเทศกิจ โทร.02-3812136 ในวันและเวลาราชการ

ที่มา หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ยามาฮ่ากระตุ้นยอดบิ๊กไบค์

ยามาฮ่าเปิดแผนบิ๊กไบค์ครึ่งปีหลัง ชูกลยุทธ์ส่งเสริมการขายดาวน์น้อยดอกเบี้ยต่ำ อัดกิจกรรมซีอาร์เอ็มหวังมัดใจลูกค้าใหม่ - เก่า พร้อมเปิดจุดขายเพิ่ม คาดสิ้นปีทำยอดขายได้ตามเป้าที่วางไว้ 100 -140 คัน นายเกษมพงศ์ สินธุโสภณ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายวางแผนการค้า บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ผู้ผลิตและนำเข้ารถจักรยานยนต์ยามาฮ่า กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจในปีนี้ค่อนข้างจะดี แต่เมื่อมามองเฉพาะตลาดบิ๊กไบค์กลับพบว่าตลาดซบเซาลงไปบ้างเล็กน้อย ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดต้องมีการปรับตัวเพื่อกระตุ้นให้ตลาดกลับมาคึกคัก ซึ่งในส่วนของยามาฮ่า ที่มีรถบิ๊กไบค์เข้ามาจำหน่าย ก็ได้วางกลยุทธ์ทางการตลาดผ่านแคมเปญที่เป็นข้อเสนอทางการเงิน

ล่าสุดมีการทำแคมเปญรถบิ๊กไบค์ ในรุ่น YZF-R1 , YZF-R6 และรุ่นสปอร์ตทัวริ่ง FZ1 FAZER ด้วยแคมเปญ ดาวน์ 20% ดอกเบี้ย 1.99% 48 เดือน หรือดาวน์ 30% ขึ้นไป ดอกเบี้ย 0% 24 เดือน หรือ 0.99 % 36 เดือน โดยเริ่มตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงสิ้นเดือนกันยายนนี้ ที่โชว์รูมยามาฮ่าไรเดอร์ส คลับ ทั้ง 4 แห่งได้แก่ กรุงเทพฯ,เชียงใหม่,ภูเก็ต และนครราชสีมา

"ในงานมอเตอร์โชว์ เรามีการจัดไบค์เฟส แนะนำรถหลายรุ่น พร้อมข้อเสนอทางการเงิน ซึ่งพบว่าผลการตอบรับจากงานดังกล่าว ทำให้ผู้บริโภครู้จักรถของยามาฮ่ามากขึ้น ส่วนแคมเปญ 0% ผ่อนนาน 2 ปี ก็มีผลให้ลูกค้าตัดสินใจเป็นเจ้าของง่ายขึ้น ขณะที่การแข่งขันเรื่องราคานั้น บริษัทมองว่าการทำราคาต่ำมาแข่งขันกัน ไม่ได้ส่งผลดีกับตลาดเพราะจะทำให้เกิดความไม่เหมาะสม "

นอกจากข้อเสนอทางการเงินแล้ว ยังเตรียมแผนงานด้านการตลาดผ่านกิจกรรมกับลูกค้า ซึ่งถือเป็นการทำซีอาร์เอ็ม โดยจะจับมือกับดีลเลอร์เพื่อจัดกิจกรรม อาทิ จัดอบรมเทคนิคการขับขี่บิ๊กไบค์ หรือ ผู้ที่ต้องการเข้าร่วมสนามแข่งขัน ก็จะเปิดอบรมทักษะพิเศษในสนามแข่ง ,การจัดทริปท่องเที่ยวเสาร์ -อาทิตย์ หรือวันหยุดเฉพาะผู้ที่ขับรถบิ๊กไบค์ และไฮไลต์ประจำปีคือการขับรถไปร่วมชมมอเตอร์จีพีที่สนามเซปัง ประเทศมาเลเซีย

นายเกษมพงศ์ กล่าวว่า ภาพรวมของตลาดบิ๊กไบค์ค่อนข้างจะโตแบบก้าวกระโดด โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาตัวเลขยอดขายอยู่ที่ประมาณ 500 คัน แต่ปัจจุบันคาดว่าตลาดรวมน่าจะอยู่ 1,200 -1,300 คัน ซึ่งปัจจัยส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้ตลาดเติบโตมาจากราคาเริ่มต้นของรถบิ๊กไบค์ที่ถูกลง ทำให้ผู้บริโภคเป็นเจ้าของรถง่ายขึ้น โดย ยามาฮ่าคาดว่าจะทำยอดขายรถในกลุ่มบิ๊กไบค์ได้ประมาณ 100 - 140 คัน

ปัจจุบันยามาฮ่ามีบิ๊กไบค์ที่ขายได้แก่ รุ่น YZF-R1 ราคา 870,000-946,000 บาท ,รุ่น YZF-R6 ราคา 680,000 - 695,000 บาท ,รุ่น FZ1 FAZER ราคา 650,000 บาท ,รุ่น FZ 6 ราคา 490,000 บาท ,FJR1300A ราคา 850,000 บาท และ TMAX ราคา 550,000 - 555,000 บาท ขณะที่โชว์รูมและศูนย์บริการมีจำนวนทั้งสิ้น 4 แห่งทั่วประเทศ และกำลังทำการขยายเครือข่ายซึ่งจะเป็นจุดจำหน่ายเพิ่มขึ้นที่พัทยา และจังหวัดที่เป็นพื้นที่รอยต่อของจังหวัดใหญ่ๆอย่างเชียงใหม่ หรือ ภูเก็ต

เพิ่มเติม http://www.thannews.th.com

วันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2553

“ฮอนด้า” ยิ้มกลยุทธ์เข้าเป้า ดีลเลอร์ชอบใจคนไทยได้โชค แห่ส่งคูปองชิง “สกู๊ปปี้ ไอ ลายสิงโตคำราม” กว่า 1.5 ล้านใบ

“ฮอนด้า” สุดปลื้มแคมเปญ “เกาะติดอังกฤษ สู้ศึกลูกหนังโลก ลุ้นโชคทุกรอบกับฮอนด้าสกู๊ปปี้ ไอ” บรรลุผลเกินคาดหมาย ดีลเลอร์สุดแฮปปี้ เก็บเกี่ยวลูกค้ารายใหม่กันถ้วนหน้า แถมผูกใจผู้ใช้รถฮอนด้าอยู่หมัด สามารถเดินหน้าต่อยอดทางธุรกิจได้มากมาย ขณะที่ผู้สนใจทั่วไปได้ร่วมสนุก พร้อมลุ้นรับโชคใหญ่แบบไม่มีเงื่อนไข โดยมีคนไทยร่วมส่งคูปองทายผลลุ้นชิง “ฮอนด้า สกู๊ปปี้ ไอ ลายสิงโตคำราม” ล้นทะลึกกว่า 1.5 ล้านใบ

มร.จิอากิ คาโต ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า “ในช่วงเกมส์การแข่งขันศึกลูกหนังโลกปี 2010 ที่เพิ่งจบลงไปเมื่อไม่นานมานี้ ทางบริษัท เอ.พี. ฮอนด้าได้ส่งแคมเปญ “เกาะติดอังกฤษ สู้ศึกลูกหนังโลก ลุ้นโชคทุกรอบกับ ฮอนด้าสกู๊ปปี้ ไอ” ที่สามารถสร้างความคึกคักให้ตลาดในรูปแบบใหม่ ไม่ซ้ำใคร ด้วยการให้ผู้เข้าร่วมสนุกได้ลุ้นทายว่า ทีมชาติอังกฤษจะสามารถเข้าสู่รอบการแข่งขันในศึกลูกหนังโลกที่แอฟริกาใต้ได้ลึกที่สุดในปีนี้ได้ถึงรอบไหน ทายถูก : ลุ้นรับรถจักรยานยนต์ฮอนด้าสกู๊ปปี้ ไอ ลายสิงห์โตคำราม Limited Edition เพียง 100 คัน ทายพลาด : มีสิทธิ์ลุ้นรับเสื้อโปโลทีมชาติอังกฤษ 1,000 ตัว รวมมูลค่าของรางวัลกว่า 7 ล้านบาท ซึ่งแคมเปญนี้ได้รับความสนใจอย่างเหนือความคาดหมายจากที่เราคาดการณ์ไว้ โดยดูได้จากจำนวนชิ้นส่วนคูปองทายผลที่ส่งเข้ามาร่วมสนุกนั้นมีมากกว่า 1.5 ล้านใบ ทำให้การวางแผนของ เอ. พี. ฮอนด้า ที่มุ่งสร้างสรรค์กลยุทธ์ในการกระตุ้นการขาย ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้รถจักรยานยนต์ฮอนด้าและประชาชนทั่วไปที่สนใจอย่างสูงสุด และสามารถสร้างบรรยากาศความคึกคักให้กับร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าทั่วประเทศได้ผลสำเร็จเป็นอย่างดีทั้งในช่วงเวลานั้น และสร้างโอกาสทางธุรกิจในอนาคตต่อไป”

จากความสำเร็จดังกลาว ได้สะท้อนให้เห็นถึงการวางกลยุทธ์ทางการตลาดของฮอนด้าแนวใหม่ ที่มิใช่เพียงแค่การส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงสุดให้แก่ผู้บริโภคเท่านั้น แต่ฮอนด้ยังส่งมอบความสุขให้แก่พี่น้องคนไทยทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้รถจักรยานยนต์ฮอนด้าหรือผู้สนใจทั่วไป ได้มีความสุขและร่วมสนุกกับมหกรรมการแข่งขันฟุตบอลระดับโลก ซึ่งเป็นกีฬายอดนิยมสูงสุดของมวลมนุษยชาติ และยังสร้างสรรค์กลยุทธ์กระตุ้นบรรยากาศความคึกคักที่ร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าทั่วประเทศในครั้งนี้อีกด้วย“ มร.จิอากิ กล่าวยืนยัน “ต้องขอขอบคุณผู้ใช้รถจักรยานยนต์ฮอนด้าทุกท่าน รวมถึงประชาชนทั่วไปที่ให้การตอบรับกิจกรรมแคมเปญ “เกาะติดอังกฤษ สู้ศึกลูกหนังโลก ลุ้นโชคทุกรอบกับฮอนด้าสกู๊ปปี้ ไอ” ซึ่งฮอนด้าเองมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งความสุขผ่านเกมส์กีฬายอดนิยมของโลกในครั้งนี้ และยังช่วยเติมรอยยิ้มให้แก่พี่น้องคนไทย ”

สำหรับรายชื่อผู้โชคดีในการร่วมกิจกรรม “เกาะติดอังกฤษ สู้ศึกลูกหนังโลก ลุ้นโชคทุกรอบกับฮอนด้า สกู๊ปปี้ ไอ” ประกาศผลทางหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม 2553 และทาง http://www.aphonda.co.th/

เพิ่มเติม http://www.thaipr.net/

ตลาดสองล้อแข่งเดือด ฮอนด้าชูรถใหม่

เอ.พี.ฮอนด้า ทบทวนตลาดบิ๊กไบค์อีกรอบ ระบุปีหน้ารู้ผลแน่นอน เตรียมเดินหน้าเปิดตัวโปรเจ็กต์รถสปอร์ตใหม่ ตุลาคมนี้ มั่นใจรุ่นใหม่ตลาดอ้าแขนรับไม่แพ้รุ่นพีซีเอ็กซ์ พร้อมตั้งเป้าตลาดครึ่งปีหลังคึกคัก ส่งยอดขายรถรวมทั้งตลาดทะลุ 1.78 ล้านคัน

นายจิอากิ คาโต ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้า เปิดเผยว่า บริษัทมีความพยายามในการนำรถบิ๊กไบค์เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย แต่ว่าในช่วงที่ผ่านมาเกิดปัญหาด้านเศรษฐกิจส่งผลให้การดำเนินงานล่าช้า ซึ่งคาดว่าหากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นคืนกลับมาก็จะพิจารณาแผนงานดังกล่าวอีกครั้ง ส่วนโชว์รูมบนถนนเลียบทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ หรือ บิ๊กวิงส์ คาดว่าจะมีความเคลื่อนไหวในปีหน้า

ส่วนแผนงานด้านตลาดนั้น ในเบื้องต้นรถบิ๊กไบค์ของฮอนด้าจะเป็นการนำเข้าจำหน่ายมากกว่าผลิตในประเทศไทย เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีการใช้เงื่อนไขพิเศษด้านเอฟทีเอ กับประเทศต่างๆทำให้การนำเข้าได้รับอัตราภาษีพิเศษ

"เรายังคงมองว่าประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญ ดังจะเห็นจากการผลิตรถรุ่นใหม่อย่างพีซีเอ็กซ์ ที่ผลิตขึ้นมาเป็นครั้งแรก และทำการส่งออกไปยังตลาดประเทศต่างๆ ซึ่งแนวโน้มในอนาคตประเทศไทยจะเป็นฐานการผลิตที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ในส่วนของบิ๊กไบค์ ฮอนด้าต้องการแบ่งปันความสุขในการขับขี่รถทุกประเภทกับลูกค้าคนไทย แต่เนื่องจากรถบิ๊กไบค์เป็นรถขนาดใหญ่ที่ต้องมีเทคโนโลยี ดังนั้นจึงต้องมีการตั้งศูนย์พัฒนาและปรับแต่งเพื่อตอบสนองกับความต้องการของผู้บริโภครถบิ๊กไบค์ในเมืองไทย "

นายคาโต กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาฮอนด้าได้พัฒนารถรุ่นใหม่ พีซีเอ็กซ์ ที่ทำการเปิดตัวไปเมื่อปีที่ผ่านมา และเริ่มส่งออกต้นปี โดยพบว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค และทำยอดขายมากกว่า 20,000 คันในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่เป้าหมายยอดขายทั้งปีของรถรุ่นนี้อยู่ที่ 35,000 คัน สำหรับรุ่นพีซีเอ็กซ์ ทำการส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น และยุโรป

นอกจากนั้นแล้ว บริษัทยังเตรียมลงทุนเพื่อพัฒนารถรุ่นใหม่ที่จะออกสู่ตลาดในช่วงเดือนตุลาคมนี้ โดยจะเป็นรถใหม่แบบสปอร์ต ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อจำหน่ายทั้งตลาดในประเทศ และต่างประเทศ ซึ่งในรุ่นใหม่นี้ถือเป็นโปรเจ็กต์ใหญ่ที่ใช้เม็ดเงินลงทุนไม่ต่างจากในรุ่นพีซีเอ็กซ์เลย
ด้านกลยุทธ์ทางการตลาดของฮอนด้า ยังคงเน้นกิจกรรมที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมายหลัก อาทิ"สกู๊ปปี้ ดี-เดย์"ที่จะจับมือร่วมกับร้านผู้จำหน่ายเพื่อตระเวนไปจังหวัดต่างๆ และเตรียมจะมีกิจกรรมใหญ่เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 1 ปีของสกู๊ปปี้ ไอ ที่เข้ามาแนะนำตัวกับตลาดในประเทศไทยรวมไปถึงเน้นเรื่อง Target Marketing และ Relation Marketing เป็นหลัก โดยมีมิวสิกหรือสปอร์ตหรือ ไลฟ์สไตล์มาร์เก็ตติ้งเครื่องมือเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ล่าสุดมีการใช้มิวสิก มาร์เก็ตติ้ง ผ่านการจัดคอนเสิร์ตในรูปแบบต่างๆ ล่าสุดที่มีขึ้นในวันที่ 31 ก.ค.นี้ที่ชายหาดชะอำ กับฮอนด้า เรกเก้ ออน เดอะ ร็อค 2

นายคาโต กล่าวโดยคาดว่าตลาดรถยนต์ปีนี้จะมีตัวเลขยอดขาย 1.78 ล้านคัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 16% โดยในส่วนของฮอนด้าคาดว่าจะมียอดขาย 1.22 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 20 % หรือครองส่วนแบ่งทางการตลาด 69% ขณะที่ตัวเลขยอดขายรวมในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาพบว่ามียอดขาย 933,219 คัน เติบโต 25% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยฮอนด้ามียอดขาย 641,481 คัน ครองส่วนแบ่งทางการตลาด 69% เติบโต 30%

"ตลาดครึ่งปีแรกของฮอนด้าเติบโตมากกว่าปีที่ผ่านมา และแม้จะมีเหตุการณ์วิกฤติเศรษฐกิจและการเมืองแต่ฮอนด้ากลับได้รับการตอบรับที่ดี ซึ่งเป็นผลมาจากผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าทุกประเภท รวมถึงเทคโนโลยีและการพัฒนาของฮอนด้า และการบริการที่ครบวงจรของตัวแทนจำหน่าย โดยคาดว่าตลาดในครึ่งปีหลังจะรุนแรงมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน เพราะมีการใช้กลยุทธ์ใหม่ๆ หรือการแนะนำแคมเปญส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นตลาดมากขึ้น"

เพิ่มเติม http://www.thannews.th.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง