วันพุธที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ขิงแก่คึกดันบิ๊กไบค์เกิด...ค่ายจยย.ยักษ์ขยับลุย

รัฐบาลขิงแก่ได้ที หลังผลักดันอีโคคาร์สำเร็จ เตรียมผลักดันโครงการสนับสนุนไทย เป็นฐานการผลิตรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ หรือบิ๊กไบค์ ตั้งแต่ขนาดเครื่องยนต์ 500 ซีซีขึ้นไป หลังจากค่ายรถระดับนำของโลกจากอังกฤษ “ไทรอัมพ์” ตัดสินใจนำเม็ดเงินกว่า 3,500 ล้านบาท ลงทุนตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนและประกอบในไทย ที่จังหวัดระยอง

และแน่นอนแผนผลักดันดังกล่าว ย่อมต้องได้รับความสนใจจากค่ายรถยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น ที่ปัจจุบันยึดตลาดรถจักรยานยนต์ขนาดเล็กในไทยอยู่ เพราะก่อนหน้านี้ประกาศรุกตลาดบิ๊กไบค์แล้ว โดย “ยามาฮ่า” ลุยแน่นอนปลายปีนี้ พร้อมลงทุนกว่า 15 ล้านบาท เปิดโชว์รูมรองรับโดยเฉพาะ ขณะที่เจ้าตลาด “ฮอนด้า” แม้จะยังสงวนท่าที แต่ก็รับกำลังศึกษาแผนนำผลิตภัณฑ์ประเภทใหม่ๆ รวมถึงบิ๊กไบค์ หรือสกู๊ตเตอร์ขนาดใหญ่มาเสริมตลาดเช่นกัน
หลังจากรัฐบาลขิงแก่ภายใต้การนำของ “พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์” นายกรัฐมนตรี ได้ผลักดันโครงการรถประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล หรืออีโคคาร์ คลอดออกมาเป็นรูปเป็นร่าง และก็มีค่ายรถ “ฮอนด้า” เด้งรับลูกประกาศลงทุนไปแล้ว ด้วยมูลค่าโครงการกว่า 6.2 พันล้านบาท และยังมีอีกหลายค่ายที่สนใจเช่นกัน เพียงแต่ต้องขอศึกษาตามกรอบเวลาที่รัฐบาลเปิดโอกาสให้ จึงยังไม่เปิดตัวออกมาชัดเจนเท่านั้น

โครงการอีโคคาร์จึงทำให้รัฐบาลขิงแก่ยิ้มแป้นทีเดียว และจะว่าไปแล้วถือเป็นผลงานชิ้นแรก ที่รัฐบาลขิงแก่ดำเนินการสำเร็จเป็นรูปธรรมชัดเจนก็ว่าได้ นี่จึงทำให้รัฐบาลขิงแก่ดูเหมือนจะคึกคักสุดขีด และเตรียมผลักดันโครงการใหม่ออกมาเสียบต่ออีโคคาร์ทันที
โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่ากระทรวงอุตสาหกรรม “โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฏ์” เปิดเผยภายหลังจากการเดินทางไปเยือนสหราชอาณาจักรและอิตาลี่ ระหว่างวันที่ 25-29 กรกฏคมที่ผ่านมาว่า

จากการพูดคุยกับ นายจอห์น บลัวร์ ประธานบริษัท ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ หรือบิ๊กไบค์ อันดับ 7 ของโลก ภายใต้ชื่อยี่ห้อ “ไทรอัมพ์” ทราบว่าให้ความสนใจลงทุนในไทยเป็นมูลค่ากว่า 3,500 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 ปี ในการสร้างโรงงานผลิตชิ้นส่วนบิ๊กไบค์ และทำการประกอบ ที่จังหวัดระยอง โดยจะเริ่มผลิตเครื่องยนต์ในปี 2551 เป็นต้นไป

"จากการลงทุนของไทรอัมพ์ดังกล่าว ทำให้รัฐบาลสนใจที่จะขยายฐานการผลิตรถบิ๊กไบค์ เพื่อให้ครบวงจรมากขึ้น จากปัจจุบันไทยเป็นฐานการผลิตรถจักรยานยนต์ขนาดเล็กที่สำคัญของโลกแล้ว โดยให้นายสาธิต ชาญเชาวน์กุล เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ กำหนดแผนส่งเสริมการลงทนผลิตมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่ ที่มีเครื่องยนต์ขนาด 500 ซีซีขึ้นไป ซึ่งทั่วโลกมีความต้องการมากกว่า 100,000 คันต่อปี"

ส่วนการกำหนดรายละเอียดการส่งเสริมการลงทุนคล้ายกับการผลิตรถยนต์อีโคคาร์ เพื่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตรถบิ๊กไบค์ของโลก และมั่นใจว่านอกเหนือจากไทรอัมพ์แล้ว ยังมีผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ในไทยอีก 2-3 ราย ที่จะให้ความสนใจนโยบายดังกล่าว คาดว่าแผนการส่งเสริมการลงทุนจะแล้วเสร็จในเร็วๆ นี้

นั่นคือไอเดียบรรเจิดของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอุตสาหกรรม ซึ่งกลับมามีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม ภายหลังจากผลักดันโครงการอีโคคาร์แจ้งเกิดสำเร็จ และจะว่าไปแล้วโอกาสผลักดันโครงการบิ๊กไบค์ให้สำเร็จ ดูจะง่ายกว่าอีโคคาร์เสียด้วยซ้ำ

ทั้งนี้ปริมาณตลาดรถบิ๊กไบค์ในไทยเองก็ไม่ได้ใหญ่โตนัก การที่ไทรอัมพ์มาลงทุนผลิตชิ้นส่วนและประกอบในไทย คงน่าจะมาจากเรื่องของอัตราค่าแรงของไทยไม่สูงมาก ขณะที่ศักยภาพของผู้ผลิตชิ้นส่วนอยู่ในระดับมาตรฐานสากลอยู่แล้ว การมาตั้งโรงงานในไทยจึงมุ่งที่การส่งออกมากกว่า การชิงหักเหลี่ยมโหดของค่ายรถจักรยานยนต์เจ้าเก่าและเจ้าใหม่ จึงไม่น่าจะรุนแรงมากเหมือนกับรถยนต์ ยิ่งเมื่อรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนเป็นกรณีพิเศษคล้ายกับอีโคคาร์ จึงน่าจะทำให้แต่ละค่ายตอบรับด้วยดี

ในส่วนของไทรอัมพ์เป็นบิ๊กไบค์ที่เพิ่งเข้ามารุกตลาดไทยอย่างจริงจัง เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หลังจากมีการชิมลางมาได้ระยะหนึ่ง ด้วยการแต่งตั้งบริษัท บริทไบค์ จำกัด ภายใต้การนำของพระเอกร่างบึก “ดอม เหตระกูล” และเพื่อนๆ เป็นผู้แทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในไทย

สำหรับระยะแรกนี้บริทไบค์จะนำเข้าบิ๊กไบค์ไทรอัมพ์มาทำตลาดก่อน โดยในการเปิดตัวบริษัทอย่างเป็นทางการ ได้ประกาศจะนำเข้ารถมาทำตลาดในไทยทั้งสิ้น 12 รุ่น ครอบคลุม 3 สไตล์ การขับขี่ของผู้บริโภค ได้แก่ รถแบบโมเดิร์น คลาสสิค ซึ่งขับขี่ง่ายมีรุ่น Bonneville, Bonneville T100, Scramble และ Thruxton อีกแบบรถสปอร์ต เช่นรุ่น Daytona 675, Speed Triple, Sprint ST และ Tiger 1050 และสุดท้ายแบบครุยเซอร์ไลน์ซุปเปอร์เดินทางไกล อาทิ America, Speed Master, Rocket 3 และ Rocket 3 Classic

โดยบิ๊กไบค์ไทรอัมพ์ที่นำเข้ามาจำหน่าย จะมีราคาเริ่มต้นตั้งแต่คันละ 5 แสนบาท ไปจนถึง 1.2 ล้านบาท โดยบริทไบค์ รับประกัน 2 ปี ไม่จำกัดระยะทาง โดยในส่วนของเครือข่ายนอกจากในกรุงเทพฯ ภายในสิ้นปีนี้เตรียมจะขยายครอบคลุมหัวเมืองใหญ่ เชียงใหม่ ภูเก็ต และพัทยาด้วย

ต่อไปนี้คงต้องจับตาบิ๊กไบค์ยี่ห้อนี้ให้ดี แม้ปัจจุบันชื่อเสียงไทรอัมพ์ในเมืองไทย จะรู้จักกันเพียงเฉพาะกลุ่มเท่านั้น แต่หากรัฐบาลขิงแก่ผลักดันและให้การสนับสนุนบิ๊กไบค์กรณีพิเศษสำเร็จ เชื่อว่าไทรอัมพ์จะประกาศศักดาแบรนด์รถระดับโลกให้ชาวไทยได้รับรู้กันมากกว่านี้แน่ๆ

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าบรรดาค่ายรถยักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่น จะปล่อยตลาดนี้ให้กับค่ายรถสัญชาติยุโรป อย่างไทรอัมพ์ที่กำลังเดินหน้าทั้งผลิตและขายในไทย หรือบีเอ็มดับเบิลยูที่ทำตลาดในไทยมาได้ระหนึ่งแล้ว เพราะบรรดารถจักรยานยนต์ญี่ปุ่นได้ให้ความสนใจรุกตลาดบิ๊กไบค์อย่างจริงจังเช่นกัน

เริ่มจาก “ยามาฮ่า” ที่ประกาศชัดเจนปีนี้ทำตลาดบิ๊กไบค์แน่นอน โดยในงานมอเตอร์โชว์เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้มีการนำบิ๊กไบค์ถึง 6 รุ่นมาเผยโฉมให้ลูกค้าได้ยลโฉม ก่อนเปิดขายอย่างเป็นทางการช่วงปลายปีนี้ ที่สำคัญได้ลงทุนเตรียมเปิดโชว์รูมมูลค่ากว่า 15 ล้านบาท ที่บริเวณด้านหลังศูนย์การค้าเอสพลานาด บนถนนรัชดาภิเษก เพื่อรองรับการทำตลาดบิ๊กไบค์เพียงอย่างเดียว ขณะที่ต่างจังหวัดเล็งขยายไปที่เชียงใหม่ และพัทยา เช่นเดียวกับไทรอัมพ์เพราะมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายจำนวนมาก

“บิ๊กไบค์ยามาฮ่าที่จะนำมาจำหน่าย มีตั้งแต่ขนาด 400-1300 ซีซี ราคาเริ่มต้นที่ 2-3 แสนบาทขึ้นไป แม้ตลาดรถจักรยานยนต์ในไทยจะหดตัว แต่บิ๊กไบค์เจาะตลาดเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบรถประเภทนี้พิเศษ ราคาจึงไม่เป็นอุปสรรค์แต่อย่างใด โดยช่วงแรกยามาฮ่าตั้งเป้าขายเดือนละประมาณ 20 คัน”

จินตนา อุดมทรัพย์ ผู้จัดการใหญ่ด้านการค้า บริษัท ไทยยามาฮ่า มอเตอร์ จำกัด กล่าวและว่า โดยรถที่จะนำเข้ามาทำตลาดคาดว่าจะเป็นรุ่น Majesty 400 บิ๊กสกู๊ตเตอร์ขนาด 400 ซีซี รุ่น YZF-R1 บิ๊กไบค์ขนาด 998 ซีซี รุ่น YZF-R6 ซูเปอร์สปอร์ตจากสนามแข่ง 599 ซีซี รุ่น FZ1 Fazer ขนาด 998 ซีซี FZ6 เครื่องยนต์ 600 ซีซี และรุ่น FJR1300A ขนาดเครื่องยนต์ 1298 ซีซี

ส่วนค่ายยักษ์ใหญ่ “ฮอนด้า” แม้จะยังไม่เผยไต๋ชัดเจนนัก ประกอบกับยังไม่ทราบถึงไอเดียผลักดันให้มีการผลิตบิ๊กไบค์ในไทย โดยการสนับสนุนและส่งเสริมการลงทุนเป็นกรณีพิเศษจากรัฐบาลชิงแก่ แต่ก่อนหน้านี้ก็แย้มออกมาถึงความสนใจที่จะขยายผลิตภัณฑ์ประเภทใหม่ๆ สู่ตลาดในไทย ไม่ว่าจะเป็นบิ๊กไบค์ หรือสกู๊ตเตอร์ขนาดใหญ่

“หากมองสภาวะตลาดขณะนี้ บิกไบค์และสกู๊ตเตอร์ขนาดใหญ่ ยังถือเป็นรถเฉพาะกลุ่มอยู่ แต่อนาคตก็ย่อมต้องขยายตัวมากขึ้น ส่วนจะเป็นเมื่อไหร่ฮอนด้ากำลังศึกษาอยู่ ซึ่งในการเพิ่มไลน์สินค้าของฮอนด้า ขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก และแน่นอนก็ย่อมต้องเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เมื่อถึงเวลาตลาดรถประเภทนี้เมื่อไหร่ ฮอนด้าก็พร้อมที่จะทำตลาดเช่นกัน” ชินโกะ คิมาตะ กรรมการบรหารและผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการตลาด บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัดกล่าว

จากความเคลื่อนไหวของสองค่ายยักษ์ใหญ่รถจักรยานยนต์ในไทย โดยเฉพาะยามาฮ่าที่มีความชัดเจนแน่นอน กับการทำตลาดบิ๊กไบค์ในไทย หรือฮอนด้าที่แม้ะยังตอบแบบสงวนท่าทีอยู่ แต่ก็ยืนยันพร้อมจะทำตลาดเช่นกัน หากตลาดมีความต้องการ

เหตุนี้เมื่อรัฐบาลขิงแก่ประกาศนโยบายชัดเจน ที่จะผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิตบิ๊กไบค์ของโลก ด้วยการสนับสนุนส่งเสริมเป็นกรณีพิเศษ เช่นเดียวกับอีโคคาร์ จึงน่าจะทำให้สองค่ายยักษ์ใหญ่ ที่มีโรงงานผลิตรถจักรยานยนต์ในไทยใหญ่ติดอันดับต้นๆ ของโลก พร้อมที่จะตอบรับทันทีเช่นกัน

เพิ่มเติม http://www.oknation.net

วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ยามาฮ่า'ซูเปอร์แบรนด์2010'

ยามาฮ่าคว้ารางวัล "ซูเปอร์แบรนด์แห่งปี"จากเวทีซูเปอร์แบรนด์ 2010 ตอกย้ำแบรนด์อันดับหนึ่งในตลาดรถจักรยานยนต์ ชี้ชนะใจกรรมการจากการสร้างสรรค์กิจกรรมการตลาดตรงกับไลฟ์สไตล์ลูกค้าทุกกลุ่มเป้าหมาย

นายฟูมิอากิ นางาชิมา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด เปิดเผยว่า ยามาฮ่าตอกย้ำแบรนด์อันดับหนึ่งในตลาดรถจักรยานยนต์ด้วยรางวัลชนะเลิศ ซูเปอร์แบรนด์ 2010 รางวัลที่ได้รับการการันตีด้วยผลสำรวจ และวิจัยจากผู้บริโภคและผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดกว่า 2,500 บริษัทในประเทศไทยเพื่อนำเสนอแบรนด์ที่เป็นที่สุด โดยยามาฮ่าเป็นหนึ่งเดียวที่ได้รับเลือกให้เป็น "ซูเปอร์แบรนด์แห่งปี" จากบริษัทที่เข้าร่วมทั้งหมดกว่า 6,280 แบรนด์ใน 79 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ทั้งแบรนด์ไทย และแบรนด์ต่างประเทศ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นด้านคุณภาพของแบรนด์ที่เป็นผู้นำในการพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบรับความต้องการทุกการใช้งานของผู้บริโภคแล้ว ยามาฮ่ายังมีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะ และเป็นผู้นำด้านการออกแบบด้วยดีไซน์ลงตัวสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค อีกทั้งยังตอกย้ำความเป็นแบรนด์ผู้นำในการสร้างสรรค์กิจกรรมที่เหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์ผู้ขับขี่ทุกกลุ่มเป้าหมาย

"ยามาฮ่ามีความภูมิใจเป็นอย่างมากกับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ โดยยามาฮ่าพร้อมมุ่งมั่นการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งอยู่ตลอดเวลา เพื่อการพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่งของผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีทางด้านต่างๆ เพื่อให้สามารถนำความพึงพอใจของลูกค้า และนำหน้าด้านเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคอยู่เสมอ นอกจากการพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์แล้วยามาฮ่ายังตระหนักถึงผู้บริโภคเป็นสำคัญด้วยการจัดกิจกรรมการตลาดให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคเพื่อให้เกิดความพึงพอใจสูงสุดอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นรางวัลซูเปอร์แบรนด์แห่งปีที่ได้รับในปีนี้นั้น ถือว่าเป็นรางวัลแห่งความสำเร็จจากความพยายามในการสร้างสรรค์แบรนด์ให้มีความโดดเด่นและแข็งแกร่ง และมีความชัดเจนในฐานะผู้นำที่มีความแตกต่าง พร้อมกันนี้ยามาฮ่าพร้อมประกาศรักษามาตรฐานแบรนด์คุณภาพเพื่อครองใจผู้บริโภคต่อไป"

สำหรับยามาฮ่าได้สร้างกระแสความแตกต่าง และตื่นตัวในการสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ยามาฮ่าให้กับกลุ่มลูกค้าได้อย่างชัดเจน และได้รับการตอบรับมากมาย จนทำให้ยามาฮ่าเป็นที่กล่าวถึงด้วยความชื่นชมทั้งในวงการอุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์ และจากผู้นำธุรกิจอื่นๆ รวมถึงจากแวดวงสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ทำให้ยามาฮ่าเป็นแบรนด์ที่มีภาพลักษณ์ที่ดีเยี่ยมต่อทัศนคติของกลุ่มผู้ใช้ และมียอดขายที่ดีเกินความคาดหมาย และตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำรถจักรยานยนต์ระบบออโตเมติกของยามาฮ่าอีกด้วย ซึ่งรางวัลดังกล่าวสามารถการันตีให้เห็นถึงความเป็นสุดยอดแบรนด์ส่งผลให้ได้รับคะแนนโหวตสูงสุด จากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในสายต่างๆ

เพิ่มเติม http://www.thannews.th.com

วันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2553

"ฟีม" รั้งที่ 3 รอบซ้อม ดัตช์ ทีที

รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ นักบิดทีมไทยฮอนด้าพีทีทีสิงห์แซค โชว์ผลงานในรอบฝึกซ้อมวันแรกของศึกมอเตอร์ไซค์ชิงแชมป์โลกรายการ ดัตช์ ทีที ได้อย่างยอดเยี่ยม หลังทำเวลาต่อรอบดีที่สุดเป็นอันดับที่ 3 ในรุ่นโมโตทู พร้อมตั้งเป้าออกสตาร์ทแถวหน้าในการควอลิฟาย คืนวันนี้

ศึกจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลกสนามที่ 6 ของฤดูกาล 2010 รายการดัตช์ ทีที แข่งขันกันที่ แอสเซน เซอร์กิต ประเทศฮอลแลนด์ โดยเรซนี้เป็นเรซเดียวของปีที่รอบชิงชนะเลิศแข่งกันช่วงวันเสาร์ของสุดสัปดาห์แข่งขัน โดยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาเป็นการ ลงสนามในรอบฝึกซ้อม

โดยในรุ่นโมโตทู 600 ซีซี "เจ้าฟีม" รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ นักบิดหนึ่งเดียวของไทย โชว์ฟอร์มเยี่ยม หลังบิดรถ HB4 หมายเลข 14 คู่ใจ ทำเวลาต่อรอบ ดีที่สุดเป็นอันดับที่ 3 จากนักบิด 40 คน ด้วยเวลา 1 นาที 40.172 วินาที ช้ากว่า อันเดร เอียนโนเนน บิดอิตาเลียนจากทีมสปีด อัพ ที่ทำเวลาอันดับหนึ่งอยู่ 0.599 วินาที

ภายหลังการนำรถลงจับเวลา นักบิดหน้าตี๋เผยเว็บไซต์ทีมแซคว่า "ผมมีความสุขมากกับความสมบูรณ์ของรถ โดยเฉพาะตัวรถบิโมตาที่ทำเวลาได้ยอดเยี่ยม อย่างไรก็ผมยังไม่สามารถใส่เต็มๆได้ในบางโค้ง โดยเฉพาะโค้งความเร็วสูง แต่โดยรวมแล้วเรารถมาถูกทาง และหวังว่าจะทำให้เราควอลิฟายติดแถวหน้าได้เสียที"

ขณะที่ผลการฝึกซ้อมในรุ่นโมโตจีพี 800 ซีซี ฮอร์เก ลอเรนโซ นักบิดจากค่ายเฟีตย-ยามาฮา ที่ยังไม่มีเพื่อนร่วมทีมลงบิดในเรซนี้ ทำเวลาดีที่สุดที่ 1 นาที 35.169 วินาที โดยมี เคซีย์ สโตเนอร์ และนิคกี เฮย์เดน คู่หูจากดูคาติ ทำเวลาตามมาเป็นอันดับที่ 2 และ 3 ตามด้วยโคลิน เอ็ดเวิร์ดส์ ,อันเดรีย โดวิซิโอโซ และดานี เปโดรซา ตามลำดับ

สำหรับศึกมอเตอร์ไซค์ชิงแชมป์โลกรายการ ดัตช์ ทีที จะแข่งขันรอบควอลิฟายเพื่อจัดกริดสตาร์ทในคืนวันศุกร์ที่ 25 มิ.ย.นี้ ก่อนที่จะชิงชนะเลิศกันในวันเสาร์ที่ 26 มิ.ย. โดยรุ่นโมโตทูจะเริ่มออกสตาร์ทเวลา 17.15 น. ตามเวลาประเทศไทย

เพิ่มเติม http://www.manager.co.th/

คุณน้าวัย 41 ได้บิดแทน "รอสซี"

ทีมเฟียต-ยามาฮ่า ทีมดังแห่งศึกจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก สร้างความฮือฮาด้วยการดึงตัววาทารุ โยชิกาวา นักบิดชาวญี่ปุ่นวัย 41 ปี เข้ามาแทนที่ "เดอะด็อกเตอร์" วาเลนติโน รอสซี ที่ต้องพักยาวจากอุบัติเหตุขาหักที่อิตาลี โดยเตรียมบิดเรซแรกรายการคาตาลัน จีพี วันที่ 4 ก.ค.นี้

หลังจากที่ วาเลนติโน รอสซี ยอดนักบิดแชมป์โลก 9 สมัย ประสบอุบัติเหตุขาหักในรอบฝึกซ้อมศึกอิตาเลียน กรังด์ปรีซ์ ที่สนามมูเจลโล ประเทศอิตาลีเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งหลังจากการผ่านตัดนักบิดวัย 31 ปีจะต้องพักฟื้นเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 5 เดือนล่าสุด เฟียต-ยามาฮ่า ต้นสังกัดได้ประกาศแต่งตั้งให้ วาทารุ โยชิกาวา นักขับทดสอบประจำทีมวัย 41 ปี เข้ามาทำหน้าที่แทนเดอะด็อกเตอร์ตั้งแต่การแข่งขันรายการ คาตาลัน จีพี ที่สนามคาตาลุนญา ประเทศสเปน วันที่ 4 ก.ค.นี้ ไปจนกระทั้งเดอะด็อกเตอร์พร้อมกลัมมาแข่งขันอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้มีการคาดกันว่าเฟียต-ยามาฮ่า อาจจะตัดสินใจเลือกเบน สปีส์ นักบิดจากทีม เทคทรี-ยามาฮ่า ซึ่งเป็นทีมน้องในศึกโมโตจีพี ขึ้นมาทำหน้าที่แทนรอสซี ทว่าจากปัญหาบางประการทำให้ยามาฮาจำต้องเลือกใช้บริการนับบิดเจแปนนิส ที่เคยมีประสบการณ์บิดโมโตจีพีเพียง 1 สนามในปี 2002 ทำหน้าที่แทน

สำหรับ วาทารุ โยชิกาวา มีดีกรีแชมป์เจแปนนิส ซูเปอร์ไบค์ ในปี 1994 และ 1999 รวมถึงเคยแข่งขันซูเปอร์ไบค์ชิงแชมป์โลกในปี 1996 ปัจจุบันรถหน้าที่นักขับทดสอบรถยามาฮ่า YZR-M1ให้กับทีมแข่งปลาดิบ ก่อนจะได้รับโอกาสสำคัญลงแข่งโมโตจีพีอีกครั้งในวัย 41 ปี

เพิ่มเติม http://www.manager.co.th/

"ฟีม" คึกลุยต่อดัตช์ทีทีเสาร์นี้

รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ นักบิดสังกัดไทยฮอนด้าพีทีทีสิงห์แซค แห่งศึกโมโตทู มั่นใจสุดขีดว่าจะทำผลงานเก็บแต้มให้ได้เป็นสนามที่ 3 ของฤดูกาลนี้ ในศึกดัตช์ ทีที ที่สนามแอสเซน ประเทศฮอลแลนด์ วันเสาร์ที่ 26 มิถุนายนนี้ หลังทำเวลาต่อรอบดีที่สุดเป็นอันดับที่ 3 ในเรซล่าสุด

"ฟีม" ที่เก็บไป 12 แต้ม จาก 4 สนามแรกรั้งอันดับ 16 ในตารางแชมเปียนชิป หวังที่จะขยับอันดับโลกในตารางแชมเปียนชิปอีกครั้งในสุดสัปดาห์นี้ หลังกำลังทำผลงานได้ดีต่อเนื่องภายใต้แข่ง HB4 คู่ใจ ด้วยการจบอันดับ 13 จากการออกสตาร์ทกริดที่ 24 ทั้งยังทำเวลาต่อรอบเร็วสุดเป็นที่ 3 ในศึกบริติช จีพี เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาโดยนักบิดวัย 22 ปี เผยก่อนเดินทางไปยังประเทศฮอลแลนด์เพื่อลงบิดสนามที่ 5 ของฤดูกาลว่า "หลังจบศึกบริติช จีพี ทั้งผมและทีมงานใจจดจ่อไปที่การแข่งขัยสนามต่อไปทันที เนื่องจากรถของเรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะการทำเวลาต่อรอบได้เป็นที่ 3 ในเรซที่แล้ว ซึ่งทำให้ผมมั่นใจลึกๆว่าจะมีผลงานที่ยอดเยี่ยมที่แอสเซนสุดสัปดาห์นี้"

สำหรับการแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลกสนามที่ 5 ของฤดูกาล 2010 รายการดัตช์ ทีที ซึ่งเป็นรายการเดียวที่แข่งวันเสาร์ จะมีขึ้นที่สนามแอสเซน เซอร์กิต ประเทศฮอลแลนด์ วันเสาร์ที่ 26 มิถุนายนนี้ โดยรุ่นโมโตทูจะแข่งขันกันเวลา 17.15 น. ตามเวลาประเทศไทย

เพิ่มเติม http://www.manager.co.th

วันพุธที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2553

บ่อนเทใจ "ลอเรนโซ" แชมป์โลก

บรรดาบริษัทรับพนันแบบถูกกฎหมายในยุโรป พากันเทใจยกให้ ฮอร์เก ลอเรนโซ ยอดนักบิดทีมเฟียต-ยามาฮา เป็นเต็งหนึ่งที่จะคว้าแชมป์โลกโมโตจีพีฤดูกาลนี้ ด้วยการออกอัตราให้นักบิดสแปนิชซิวแชมป์โลกไว้สุดกู่แบบไร้คู่ต่อกร ทั้งที่ยังเหลือการแข่งขันอีกถึง 13 สนามในปีนี้

ลอเรนโซ ที่ต้องลงแข่งในสังกัดเฟียต-ยามาฮา เพียงลำพัง เนื่องจากวาเลนติโน รอสซี เพื่อนร่วมทีมประสบอุบัติเหตุขาหักและต้องพักร่วม 6 เดือน เพิ่งจะคว้าแชมป์กรังด์ปรีซ์ที่ 3 ของตัวเองในฤดูกาลนี้ หลังควบนำม้วนเดียวจบคว้าชัยรายการบริติช กรังด์ปรีซ์ ที่สนามซิลเวอร์สโตน ประเทศอังกฤษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
ลอเรนโซ ที่ต้องลงแข่งในสังกัดเฟียต-ยามาฮา เพียงลำพัง เนื่องจากวาเลนติโน รอสซี เพื่อนร่วมทีมประสบอุบัติเหตุขาหักและต้องพักร่วม 6 เดือน เพิ่งจะคว้าแชมป์กรังด์ปรีซ์ที่ 3 ของตัวเองในฤดูกาลนี้ หลังควบนำม้วนเดียวจบคว้าชัยรายการบริติช กรังด์ปรีซ์ ที่สนามซิลเวอร์สโตน ประเทศอังกฤษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

โดยในเวลานี้รองแชมป์โลกโมโตจีพี 2009 ขยับมีแต้มนำในตารางแชมป์เปียนชิปเป็น 125 คะแนน นำหน้าอันเดรีย โดวิซิโอโซ นักบิดอิตาเลียน และดานี เปรโดรซา นักบิดเพื่อนร่วมชาติ จากเรปโซล-ฮอนด้าอยู่ถึง 37 และ 42คะแนนตามลำดับ

ขณะเดียวกันจากการที่คู่แข่งแย่งแชมป์อย่างรอสซีต้องพักยาว ทำให้บริษัทรับพนันแบบถูกกฎหมายในยุโรป พากันเทใจออกอัตราให้ลอเรนโซเป็นเต็งแชมป์โลกแบบไร้คู่ต่อกร โดยสกายเบ็ตออกราคาให้ ลอเรนโซคว้าแชมป์โลกไว้ที่ 1/14 (แทง 14 ได้ 1) ขณะที่เต็ง 2 เปโดรซา ตามมาแบบไม่เห็นฝุ่นที่ราคา 7/1 (แทง 1 ได้7)

ส่วน วิลเลียมส์ ฮิลล์ ของอังกฤษ ก็ยกให้นักบิดวัย 23 ปี จากสเปนคว้าแชมป์โลกที่ 1/10 (แทง 10 ได้ 1) โดยมีเต็ง 2 เปโดรซา ที่ราคา 6/1 (แทง 1 ได้6) และเต็ง 3 เป็น โดวิซิโอโซ ที่อัตรา 20/1 (แทง 1 ได้ 20 ) ขณะที่บ่อนดังอย่างแลดโบร็กส์ มั่นใจว่าลอเรนโซจะเป็นแชมป์โลกด้วยการปิดรับแทงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อัตราเต็งแชมป์โลกโมโตจีพี 2010 (สกายเบ็ต)
ลอเรนโซ 1/14
เปโดรซา 7/1
โดวิซิโอโซ 16/1
สโตเนอร์ 25/1
รอสซี ,เฮย์เดน 80/1
เดอ บูเนต์ 200/1
สปีส์ 400/1

เพิ่มเติม http://www.manager.co.th/

"ฟีม" มั่นขึ้นโพเดียมอยู่ไม่ไกล

รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ นักบิดสังกัดไทยฮอนด้าพีทีทีสิงห์แซค ในศึกโมโตทู แสดงความพอใจรถแข่งคู่ใจ หลังเก็บแต้มได้เป็นสนามที่ 2 ของฤดูกาลนี้ ในศึกบริติชกรังด์ปรีซ์ ที่สนามซิลเวอร์สโตน เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา พร้อมมั่นใจว่าโอกาสลุ้นยืนโพเดียมในอีก 12 สนามที่เหลืออยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

นักบิดหนึ่งเดียวของไทยในศึกจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก เก็บคะแนนสะสมได้เป็นสนามที่ 2 จาก 5 สนามในฤดูกาลนี้ หลังโชว์ฟอร์มเยี่ยมในรายการบริติช กรังด์ปรีซ์ ประเทศอังกฤษ ที่สนามซิลเวอร์สโตน จากการออกตัวกริดที่ 24 และจบการแข่งขันอันดับ 13 ได้สำเร็จ ตามหลังผู้ชนะ 10 วินาที

พร้อมกันนี้ "เจ้าฟีม" ที่เก็บเพิ่มเป็น 12 แต้มรั้งอันดับ 16 ในตารางแชมเปียนชิปรุ่นโมโตทู ยังสร้างผลงานในรถ HB4 หมายเลข 14 ได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการทำเวลาต่อรอบดีที่สุดด้วยเวลา 2 นาที 10.283 วินาที เป็นอันดับที่ 3 จากนักบิด 40 คนที่ลงแข่งขันเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

โดยหลังทำผลงานเก็บแต้มได้อีกครั้งฟีมเปิดใจว่า "น่าเสียดายที่เราทำได้ไม่ดีนักในวันคลอลิฟาย เพราะในวันแข่งขันรถของผมสมบูรณ์แบบเอามากๆ ตั้งแต่การออกตัวที่แซงรถกลุ่มหน้าได้ชุดใหญ่ ก่อนจะไปลุ้นชิงอันดับ 9 ในช่วงท้าย แต่สุดท้ายการพลาดเล็กๆน้อยๆของผมทำให้เราจบอันดับ 13 และมีแต้มอีกครั้ง"

พร้อมกันนี้นักบิดหน้าตี๋ยังเอ่ยปากชมทีมงานแซคและทีมเทคนิคจากบิโมตา ที่ช่วยเซ็ตอัพรถได้อย่างลงตัวว่า "เวลาต่อรอบแสดงให็เห็นว่าเราเร็วสู้กับพวกหัวแถวได้ ซึ่งต้องขอบคุณทีมงานทุกคนที่ทำงานอย่างหนักกับรถคนนี้ และผมมั่นใจว่าหากเรารักษามาตรฐานได้ โอกาสลุ้นโพเดียมที่ผมฝันไว้อยู่ไม่ไกลแน่นอน"

สำหรับฟีมมีคิวนำรถลงแข่งขันสนามต่อไปซึ่งเป็นเรซที่ 6 ของฤดูกาล รายการดัตช์ ทีที 2010 ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในวันเสาร์ที่ 26 มิถุนายนนี้

เพิ่มเติม http://www.manager.co.th/

วันอังคารที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2553

“คลินิกรถเครื่อง” แนะเคล็ดลับถนอมรถคู่ใจสิงห์นักบิด

บริษัท คลินิกรถเครื่อง จำกัด แนะเคล็ดลับเลือกซื้ออะไหล่และถนอมรถมอเตอร์ไซค์คู่ใจด้วยตนเอง หวังลดสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนน ผู้ขับขี่ได้ประหยัดค่าใช้จ่าย พร้อมเพิ่มอายุการใช้งานยาวนานขึ้น

นายพิเชฐ ตังคไชยนันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คลินิกรถเครื่อง จำกัด บริษัทในเครือกลุ่มสิทธิผล ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอะไหล่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ชั้นนำของประเทศไทยที่ได้ รับการยอมรับและไว้วางใจจากผู้บริโภคและบริษัทผู้ผลิตรถมายาวนานกว่า 90 ปี เปิดเผยว่า “การผลิตรถ แต่ละคันจะต้องมีชิ้นส่วนอะไหล่ประกอบอยู่เป็นจำนวนมาก การเลือกซื้ออะไหล่จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ควรเลือกซื้ออะไหล่ที่ดีมีคุณภาพ เพื่อลดความสิ้นเปลืองและเสริมสร้างสมรรถนะในการขับขี่ ช่วยยืดอายุการใช้งานให้ความปลอดภัยสูง และประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกทางหนึ่ง

บริษัท คลินิกรถเครื่อง จำกัด เล็งเห็นว่า ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ควรมีความรู้และเข้าใจเกี่ยวกับสภาพรถของตนเองเป็น อย่างดี เพื่อลดปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินที่มีสถิติสูงขึ้นเป็นลำดับ จึงขอแนะนำเคล็ดลับการสังเกตเลือกซื้ออะไหล่รถที่ได้คุณภาพ รวมถึงการดูแลรักษารถในเบื้องต้นด้วยตนเอง ดังนี้

1.ยางรถ เลือกขนาดและชนิดของยางให้เหมาะสมกับขนาดของรถ หมั่นตรวจเช็คความดันลมยางในให้อยู่ในค่ามาตรฐานในขณะที่ยางยังเย็นอยู่หรือ ก่อนการใช้งานเสมอ และตรวจลมยางใน อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เมื่อเดินทางไกลควรสูบลมเพิ่ม 1-2 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ไม่ควรบรรทุกน้ำหนักมากเกินไป หรือขับขี่ด้วยความเร็วสูงเกินไป เพื่อไม่ให้เกิดความร้อนในยางสูงและหลีกเลี่ยง การเบรกกะทันหัน หรือการออกตัวรุนแรง ซึ่งจะทำให้ยางเสื่อมสภาพเร็ว

2.โซ่และสเตอร์ ควรดูแลตรวจสอบความตึงหย่อนของโซ่ทุกๆ สัปดาห์ อีกทั้งไม่ควรตั้งโซ่ ให้ตึงเกินไป เพราะจะทำให้ทั้งโซ่และสเตอร์สึกหรอมาก การบำรุงรักษาโซ่ควรหล่อลื่นด้วยน้ำมันเกียร์เป็นประจำ กรณีที่มีคราบสกปรกมากควรใช้แปรงล้างด้วยน้ำมันโซล่าหรือเบนซิน โซ่และสเตอร์มีอายุการใช้งานประมาณ 10,000 กิโลเมตรเมื่อถึงระยะเวลาเปลี่ยนควรเปลี่ยนทั้งชุด

3.หลอดไฟ ควรเลือกหลอดไฟของแท้ที่ได้มาตรฐานรับรองจากหน่วยงาน เช่น มาตรฐานยุโรป (ECE) มาตรฐานญี่ปุ่น (JIS) เป็นต้น ไม่ควรใช้หลอดไฟวัตต์สูงเกินกว่ามาตรฐานของรถแต่ละรุ่น อีกทั้งควรพกหลอดไฟสำรองติดรถไว้เสมอ โดยเฉพาะเมื่อจำเป็นต้องเดินทางไกลเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุควร “เปิดไฟ ใส่หมวกกันน็อค” ทุกครั้งที่ขับขี่รถจักรยานยนต์

4.น้ำมันหล่อลื่น ควรเลือกใช้น้ำมันหล่อลื่นแบบ 4 จังหวะ หรือออโต้ลูป2 จังหวะ ที่มีคุณภาพและมาตรฐานรับรองโดยสถาบันหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเลือกเบอร์ความหนืดให้เหมาะกับชนิดของเครื่องยนต์และสภาพการใช้งานของรถ สังเกตว่าน้ำมันไม่เป็นตะกอนหรือยางเหนียว รวมทั้งหมั่นตรวจเช็คให้ระดับอยู่ในเกณฑ์เพียงพอ หรือเปลี่ยนถ่ายตามระยะกำหนดการใช้งาน

5.หัวเทียน ควรเลือกเขี้ยวหัวเทียนที่มีรูปร่องตัวยู เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการสร้างประกายไฟสำหรับจุดระเบิด ส่งผลให้เครื่องยนต์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ เกิดการเผาไหม้ที่หมดจด ปราศจากคราบเขม่าอันเป็นสาเหตุให้หัวเทียนบอด กินน้ำมัน เครื่องยนต์สะดุดและสตาร์ทติดยาก ควรหมั่นสังเกตตรวจดูสภาพหัวเทียน โดยสภาพปกติจะมีคราบสีเทาหรือสีน้ำตาลที่ปลายฉนวน

6.สายพานรถออโตเมติก ควรเลือกที่สามารถโค้งงอตัวได้ดีซึ่งช่วยระบายความร้อนและยืดอายุการใช้งาน เนื้อยางต้องทำจากยางสังเคราะห์ เพราะสามารถทนต่อแรงเสียดสี ช่วยให้ส่งกำลังได้ดี หลีกเลี่ยงสายพานไม่ให้ถูกน้ำ น้ำมัน สารเคมี สี หรือสารแปลกปลอมเพราะทำให้สายพานเกิดการ ลื่นไถลขณะใช้งานได้ นอกจากนี้ต้องหมั่นตรวจสอบสภาพสายพานตามระยะทางที่ผู้ผลิตกำหนด

ที่มา http://www.thaipr.net/

วันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ลอเรนโซเหงาไร้รอสซีบิดโมโตฯ

ฮอร์เก ลอเรนโซ รองแชมป์โลกโมโตจีพี 2009 จากค่ายเฟียต-ยามาฮา ออกอาการเสียดายที่จะต้องลงแข่งขันโดยไม่มีวาเลนติโน รอสซี เพื่อนร่วมทีมและคู่ปรับแย่งแชมป์โลกไปอีกหลายสนาม พร้อมเผยว่าตนเองต้องการคว้าแชมป์โลกโดยที่มี "เดอะด็อกเตอร์" อยู่ในแทร็กมากกว่า

ศึกจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลกสนามที่ 5 ของฤดูกาล 2010 มีคิวแข่งขันกันที่สนามซิลเวอร์สโตน เซอร์กิต ประเทศอังกฤษ ในศึกบริติช กรังด์ปรีซ์ ซึ่งจะถือเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปีที่ไม่มีชื่อของ วาเลนติโน รอสซี ร่วมแข่งขัน เนื่องจากยอดนักบิดอิตาเลียนบาดเจ็บถึงขั้นขาหัดจนต้องพักยาวร่วม 6 เดือน

ส่งผลให้ก่อนการแข่งขันในสุดสัปดาห์นี้จะเริ่มขึ้น บรรดานักบิดชั้นนำรุ่นโมโตจีพี ออกอาการเสียดายและใจหาย กับการจะไม่ได้เห็นรถแข่งหมายเลข 46 ของรอสซีลงวิ่งอยู่บนแทร็ก โดยเฉพาะ ฮอร์เก ลอเรนโซ นักบิดเพื่อนร่วมค่าย ที่ก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งแย่งแชมป์โลกแบบเต็มตัวเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา

โดยดาวรุ่งจากสเปน ที่คว้ารองแชมป์โลกโมโตจีพีได้ในฤดูกาลล่าสุดเผยว่า "มันเป็นเรื่องน่าเสียดายของทั้งนักขับและแฟนๆที่จะไม่ได้เห็นวาเลนติโนในสุดสัปดาห์นี้ จริงอยู่ที่การได้แชมป์โลกเป็นสิ่งที่ทุกๆคนใฝ่ฝัน แต่การที่ไม่มีวาเลนติโนเป็นคู่แข่งทำให้คุณค่าของแชมป์ลดลงไปพอสมควร"

"ผมต้องการจะเป็นแชมป์โลกในช่วงเวลาที่เขาอยู่บนแทร็กด้วยกัน เพราะเขาคือนักแข่งที่ยิ่งใหญ่ และหากผมจะก้าวไปเป็นแบบเขา ผมจำเป็นต้องเอาชนะเขาให้ได้ถึงจะเป็นแชมป์โลกที่สมบูรณ์แบบ" อดีตแชมป์โลกรุ่น 250 ซีซี 2 สมัยร่ายยาว

สำหรับศึกจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลกสนามที่ 5 ของฤดูกาล 2010 รายการบริติช กรังด์ปรีซ์ ทั้งรุ่นโมโตจีพี ,โมโตทู และ 125 ซีซี จะแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ที่สนามซิลเวอร์สโตน เซอร์กิต ในวันอาทิตย์ที่ 20 มิถุนายนนี้

"ฟีม" ซุ่มเทสต์รถในอุโมงค์ลม

รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ นักบิดสังกัดไทยฮอนด้าพีทีทีสิงห์แซค แห่งศึกโมโตทูชิงแชมป์โลก เดินทางไปทดสอบรถ HB4 ยังอุโมงค์ลมของโรงงานบิโมตา ผู้ผลิตเฟรมรถของอิตาลี หลังปรับปรุงความเร็วให้ได้อีกครั้ง ก่อนนำรถลงแข่งขันสนามที่ 5 ในศึกบริติช จีพี ที่ประเทศอังกฤษในสุดสัปดาห์นี้

นักบิดวัย 22 ปีจากประเทศไทย ทำผลงานในการแข่งรุ่นโมโตทู 600 ซีซี ได้ไม่ดีนัก หลังเก็บแต้มได้เพียง 1 จาก 4 เรซ มีอยู่ 9 แต้ม รั้งอันดับ 17 ในตารางแชมเปียนชิป อย่างไรก็ดี ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา นับจากไม่จบการแข่งขันในสนามล่าสุดที่อิตาลี ฟีมและทีมงานแซคเดินทางกลับไปยังอิตาลีอีกครั้งเพื่อทดสอบรถร่วมกับช่างเทคนิคของบิโมตา

โดยเอดูอาร์โด เปราเลส ทีมบอสสต็อปแอนด์โก(แซค) ได้ให้นักบิดหน้าตี๋เข้าร่วมการทดสอบรถในอุโมงค์ลม เพื่อนำข้อบกพร่องต่างๆมาปรับปรุงเรื่องชุดแอโรไดนามิก เพื่อหวังยกระดับการทำความเร็วต่อรอบเทียบเท่ากับนับแข่งหัวแถวที่ใช้เฟรมรถจากค่ายซูเตอร์,เอฟทีอาร์ และโมริวากิให้ได้

ขณะที่ฟีมเผยผ่านว่า "เราผิดหวังมาจากผลงานแข่งไม่จบที่อิตาลี ทำให้เราต้องทำงานหนักในเรื่องรถกันอีกครั้ง ซึ่งผมกับเอดูอาร์โด(ทีมบอส)ได้เดินทางกลับไปยังอิตาลีอีกครั้ง เพื่อทดสอบระบบแอโรไดนามิกในอุโมงค์ลมร่วมกับทีมสตาฟของเฟรมรถบิโมตา และหวังว่ามันจะมีประโยชน์กับเราที่ซิลเวอร์สโตน"

พร้อมกันนี้รัฐภาคย์ยังเผยถึงการเตรียมตัวลงแข่งในสนามซิลเวอร์สโตน ที่จะใช้จัดเวิลด์ จีพีเป็นครั้งแรกว่า "นี่คือแทร็กใหม่เอี่ยมสำหรับนักแข่ง หลายๆคนรวมถึงผมไม่เคยประสบการณ์ที่นี่ ผมจำเป็นต้องเซิจหาวีดีโอออนบอร์ดของสนามเพื่อศึกษา แต่สิ่งสำคัญที่สุดอยู่ที่รอบฝึกซ้อมวันศุกร์นี้"

สำหรับศึกจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลกสนามที่ 5 ของฤดูกาล 2010 รายการบริติช กรังด์ปรีซ์ ทั้งรุ่นโมโตจีพี ,โมโตทู และ 125 ซีซี จะแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ที่สนามซิลเวอร์สโตน เซอร์กิต ในวันอาทิตย์ที่ 20 มิถุนายนนี้

เพิ่มเติม http://www.manager.co.th

ติดปีกตามฝันกับทีมแข่งฮอนด้า

ช่วงต้นปีกระผมมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้บริหารระดับสูงของ บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด คือ คุณอารักษ์ พรประภา ถึงนโยบายของฮอนด้าต่อวงการมอเตอร์สปอร์ตในปีนี้ ซึ่งในนโยบายโดยรวมมีเป้าหมายหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ทาง เอ.พี.ฮอนด้าอยากเห็นทีมแข่งไทยก้าวไกลสู่การแข่งขันระดับโลก หมายถึงว่าไม่ใช่เพียงนักแข่งเช่นฟีม-รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ เท่านั้น แต่รวมถึงทีมช่าง ผู้จัดการทีม ต้องเป็นคนไทยทั้งหมดด้วย

จนถึงช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2553 กระผมก็ได้รับการติดต่อจาก แผนกสื่อสารการตลาด บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด ให้ร่วมเดินทางไปทำข่าวทีมแข่งรถมอเตอร์ไซค์ทางเรียบ เอ.พี.ฮอนด้า ที่จะเข้าร่วมการแข่งขันในรายการ 2010 MALAYSIAN SUPER SERIES สนามแรก ระหว่าง วันที่ 28-30 พฤษภาคม 2553 ณ สนามเซปัง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ที่เขาจัดแข่ง โมโต จีพี หรือมอเตอร์ไซค์ทางเรียบชิงแชมป์โลกนั่นแหละครับ โดยรายการแข่งขันนี้ ถือเป็นการแข่งขันระดับชิงแชมป์ประเทศมาเลเซีย มีการจัดโปรแกรมแข่งขันไว้ 5 สนาม ทั้งรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ และหนึ่งในรุ่นแข่งขันของมอเตอร์ไซค์ที่ถือว่าเป็นไฮไลท์ของรายการก็คือ รุ่น Supersport 600 cc. เพราะนักแข่งที่มีคะแนนสะสมอันดับหนึ่งหรือแชมป์ของรายการ จะได้รับ Wide Card หรือสิทธิพิเศษของเจ้าภาพจัดแข่งขันโมโต จีพี เข้าร่วมการแข่งขันในศึก 2010 MALAYSIAN GRAND PRIX หรือ ศึกโมโต จีพี 2010 รุ่นโมโต-2 ระหว่าง วันที่ 8-10 ตุลาคม 2553 ที่สนามเซปัง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต นั่นเอง

สำหรับการเข้าร่วมแข่งขันในรายการ 2010 MALAYSIA N SUPER SERIES ของ ทีม เอ.พี.ฮอนด้า คงไม่ได้หวังถึงขนาดจะมีสิทธิ์ได้รับ Wide Card เข้าร่วมการแข่งขันโมโต จีพี เพราะรายการนี้ทางมาเลเซียเขามีวงเล็บไว้ว่าต้องเป็นนักแข่งมาเลเซีย แต่เนื่องจากการแข่งขันของรายการนี้เขาแข่งขันเต็มทางวิ่งเหมือนรายการโมโต จีพี คือมีระยะทางต่อรอบยาวถึง 5.543 กิโลเมตร ขณะที่รายการแข่งขันอื่นๆ ของมาเลเซียที่จัดแข่งในสนามเซปัง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ใช้ระยะทางเพียงครึ่งเดียวหรือประมาณ 2 กิโลเมตรกว่าๆ เท่านั้น

ดังนั้น เป้าหมายโดยตรงของทีมแข่ง เอ.พี.ฮอนด้า จึงอยู่ที่การเตรียมตัวและสร้างเสริมประสบการณ์ให้กับนักแข่งและทีมแข่งของคนไทยในสนามแข่งระดับโลก

โดยทีมแข่ง เอ.พี.ฮอนด้า ที่เดินทางไปหาประสบการณ์ในสนามแข่งระดับโลกครั้งนี้ มี คุณวีระวิทย์ กิตติมหาชัย เป็นหัวหน้าคณะ และมอบหมายให้ คุณสุทธิสาร แววสมณะ รับหน้าที่ผู้จัดการทีม พร้อมทีมช่างอีก 4 คน ประกอบด้วย คุณวีระสิทธิ์ เทียนสาธิตกุล, คุณธนเศรษฐ์ ธนพรโชคอนันต์, คุณสิทธิชัย คณิวัฒน์ และ คุณวรพงษ์ โพธิ์ชนะกุล ส่วนนักแข่งมี 3 คน คือ สุหทัย แช่มทรัพย์-เจ้าบอล, รัฐพงษ์ วิไลโรจน์-เจ้าโฟทและ อภิวัฒน์ วงศ์ธนานนท์-เจ้าสแตมป์ รถแข่งของนักแข่งทีม เอ.พี.ฮอนด้า ทั้ง 3 คัน เป็น Honda CBR 600 cc. รุ่นปี 2008 และการเดินทางไปแข่งขันครั้งนี้ คุณอารักษ์ พรประภา กรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี.ออนด้า จำกัด ได้เดินทางไปให้กำลังใจทีมแข่ง เอ.พี.ฮอนด้า ถึงขอบสนามด้วย

นอกจากนี้ ทีมแข่ง เอ.พี.ฮอนด้า ยังได้รับการสนับสนุนจาก โซ่ D.I.D หัวเทียน NGK และ หมวกกันน็อก SHOEI และได้รับการอำนวยความสะดวกในการขนส่งรถแข่ง เครื่องมือ อุปกรณ์เกี่ยวกับการแข่งขันจาก BOO N SIEW HONDA ประเทศมาเลเซีย รวมทั้งความช่วยเหลือจาก หอการค้าไทย ในการทำเรื่องส่งรถแข่งไปยังประเทศมาเลเซีย จากการร่วมเดินทางและติดตามทำข่าวของทีมแข่ง เอ.พี.ฮอนด้า ในครั้งนี้ ทำให้ได้รับทราบถึงความยากลำบาก และการทุ่มเททั้งด้านกำลังทรัพย์และกำลังคน ของ บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด ซึ่งนี่เป็นเพียงก้าวเริ่มต้นเท่านั้น หากจะก้าวไปให้ไกลถึงฝั่งฝันในการแข่งขันระดับโลกของทีมแข่งไทย ก็ไม่ทราบว่าจะต้องทุ่มทุนมหาศาลแค่ไหน ซึ่งก็ต้องมากกว่าที่ฮอนด้าส่ง เจ้าฟีมรัฐภาคย์ วิไลโรจน์ เข้าร่วมการแข่งขันโมโต จีพี หลายเท่าอย่างแน่นอน กีฬามอเตอร์สปอร์ต อาจจะเป็นกีฬาที่ต้องใช้ทุนมหาศาล แต่คุ้มค่าไหมกับการที่จะสนับสนุน ตรงนี้กระผมคงจะยืนยันเพียงคนเดียวไม่ได้หรอก แต่อยากให้คนไทยเราได้มองภาพไปที่สนามเซปัง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ว่าทำไม? รัฐบาลมาเลเซียถึงยอมทุ่มทุนสร้างสนามแห่งนี้ขึ้นมา

เพิ่มเติม http://www.rty9.com

BMWลุยตลาด'บิ๊กไบค์'ครึ่งปีหลัง

หากเอ่ยถึงตลาดซูเปอร์ไบค์หรือตลาดจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ในช่วงที่ผ่านมา แน่นอนว่าแบรนด์แรกๆ ที่หลายคนจะนึกถึงต้องมีชื่อของบีเอ็มดับเบิลยูติดเข้ามาด้วยอย่างแน่นอน ขณะที่ภาพลักษณ์ของบิ๊กไบค์ที่มีการนำเสนอออกมา ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมการแข่งขันรายการต่างๆก็ล้วนแล้วแต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของบีเอ็มดับเบิลยูว่าไม่ได้เป็นสองรองใคร

ในส่วนของตลาดประเทศไทยแม้ความนิยมในตัวรถซูเปอร์ไบค์จะไม่มากเท่าตลาดต่างประเทศ แต่ก็ถือเป็นตลาดที่ละเลยไม่ได้ เพราะแนวโน้มความต้องการของตลาดเริ่มมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบีเอ็มดับเบิลยูก็ได้ตระหนักถึงความสำคัญของตลาดดังกล่าว และได้มอบหมายให้ ม.ล. กมลชาติ ประวิตร เป็นผู้กำหนดทิศทาง นโยบาย เป้าหมาย เพื่อให้สองล้อจากค่ายใบพัดสีฟ้าเป็นผู้นำของตลาดซูเปอร์แบบพรีเมียมในประเทศไทย

+++ ผลการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมา
ผลงานด้านยอดขายในปีที่ผ่านมามีประมาณ 142 คัน ขณะที่ตัวเลขยอดขายนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาถือว่าการตอบรับจากลูกค้าดีมาก โดยมีปัจจัยมาจากการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ 4 รุ่นในช่วงงานมอเตอร์โชว์ ได้แก่ BMW S 1000 RR ซึ่งถือเป็นรถสปอร์ตซูเปอร์ไบค์รุ่นแรกของบีเอ็มดับเบิลยู ตามมาด้วย BMW F 800 R "The Naked Bike", BMW R 1200 GS/Adventure และ BMW R 1200 RT
โดยในรุ่น BMW S 1000 RR จากเดิมที่นำเข้ามา 20 คัน ตอนนี้เพิ่มขึ้นมาเป็น 40 คัน ซึ่งผลการตอบรับที่ดีเป็นผลมาจากตัวสินค้าที่เป็นสปอร์ต ทำให้ขยายฐานลูกค้าจากเดิมที่เป็นกลุ่มผู้ใหญ่ก็ขยายมาสู่กลุ่มลูกค้าที่เด็กลงมา และยังเป็นการขยายเข้าไปกินยอดขายของคู่แข่งที่มีอยู่ในตลาดด้วยเช่นเดียวกัน นอกจากนั้นแล้วกลุ่มตลาดฟลีตหรือกลุ่มองค์กร,หน่วยงานต่างๆก็มีการสั่งซื้อรถของบีเอ็มดับเบิลยูเป็นจำนวนกว่า 300 คันในช่วงที่ผ่านมา

+++ประเมินผลกระทบจากปัจจัยลบที่เกิดขึ้น
เหตุการณ์ที่ไม่แน่นอนทางการเมืองที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบกับโชว์รูมและศูนย์บริการที่อยู่ใกล้พื้นที่ชุมนุมเพราะผู้บริโภคเกิดความไม่มั่นใจ และไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะจับจ่ายใช้สอย หรือแม้กระทั่งการนำรถเข้ามารับบริการก็ไม่มีการเข้ามา อย่างไรก็ตามหลังจากทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ ผู้ประกอบการก็คาดว่าภาพรวมจะกลับมาดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การลงทุน ที่จะมีส่วนผลักดันทำให้ภาพรวมกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งในครึ่งปีหลัง

+++ครึ่งปีหลังจะมีการเปิดตัวรถใหม่
เราเพิ่งทำการเปิดตัวรถรุ่นพิเศษ "30 Years GS"เพื่อฉลองครบรอบ 30 ปีของ BMW GS โดยมีการนำมาจำหน่ายทั้งสิ้น 4 รุ่น รุ่นละ 5 คัน ได้แก่BMW R 1200 GS "30 Years GS",BMW R 1200 GS Adventure "30 Years GS",BMW F 800 GS "30 Years GS" และ BMW F 650 GS "30 Years GS"ซึ่งความโดดเด่นของแต่ละรุ่นคือ สี ที่มีให้เลือกแบบAlpine White,เบาะสีแดงพร้อมลัญลักษณ์ GS ในรุ่น F800 GS และ R1200 GS Adventure พร้อมด้วยสัญลักษณ์ครบรอบ 30 ปีที่เป็นสีเอกลักษณ์ของ BMW Motorrad Motorsport นั่นคือสีแดง-น้ำเงิน
นอกจากนั้นแล้วยังมีแผนงานที่จะนำรถรุ่นใหม่เข้ามาเปิดตัวสู่ตลาดอีกในช่วงที่เหลือนับจากนี้ ซึ่งขณะนี้กำลังพิจารณาว่าจะนำรถรุ่นไหนเข้ามา

+++กลยุทธ์ในการขับเคลื่อนแผนงานครึ่งปีหลัง
กลยุทธ์ในครึ่งปีหลัง นอกจากการมีรถใหม่เข้ามาสู่ตลาดแล้ว ด้านการบริการมีความพร้อมด้วยจำนวนโชว์รูมและศูนย์บริการอาทิ บาร์เซโลน่า มอเตอร์ ,บีเค มอเตอร์ พระราม 3,เชียงใหม่ และภูเก็ต ซึ่งทั้งหมดมีบุคลากร,อุปกรณ์เทคโนโลยีที่ทันสมัย,เครื่องมือพิเศษ ซึ่งมีการทำงานแบบเรียลไทม์ และสามารถติดต่อไปยังศูนย์เทคนิคที่เยอรมนีได้โดยตรง,ระบบคลังอะไหล่,ศูนย์ฝึกอบรมที่ได้มาตรฐาน ส่วนการให้บริการกับกลุ่มลูกค้าเน้นการดูแลอย่างใกล้ชิด ปัจจุบันฐานลูกค้าของบีเอ็มดับเบิลยูมีจำนวนทั้งสิ้นกว่า 1,000 คน ซึ่งจะมีการจัดกิจกรรมกับกลุ่มลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ อาทิ อบรมขับขี่ ,การเข้าร่วมเชียงใหม่ ไบค์ วีค หรือภูเก็ต ไบค์ วีค

ทางด้านกลยุทธ์การขาย เนื่องจากเป็นบริษัทในกลุ่มบีเอ็มดับเบิลยูกรุ๊ป ที่มีความแข็งแกร่งด้านข้อเสนอทางการเงิน ผ่านแคมเปญ "บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเซียล เซอร์วิส"โดยเปิดโอกาสให้กับผู้บริโภคที่ต้องการเป็นเจ้าของรถง่ายๆด้วยการเริ่มผ่อนที่หลักหมื่นต้นๆต่อเดือน ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวทำให้เปิดกว้างในการเข้าหากลุ่มลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันราคาซูเปอร์ไบค์ของบีเอ็มดับเบิลยู เริ่มต้นที่ 639,000 -1,390,000 บาท

+++ภาพรวมการแข่งขันของตลาดรถบิ๊กไบค์
สำหรับการแข่งขันของตลาดบิ๊กไบค์ในปัจจุบันพบว่า มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มี
แบรนด์ต่างๆทั้งจากญี่ปุ่น,ยุโรป เข้ามาแข่งขันกันอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามบีเอ็มดับเบิลยู เชื่อมั่นว่ายังเป็นผู้นำในกลุ่มซูเปอร์ไบค์ที่มีความหลากหลายจากตัวสินค้าที่มากกว่าคู่แข่ง, ความพร้อมด้านการให้บริการของโชว์รูมและศูนย์บริการ ขณะที่การแข่งขันกับกลุ่มเกรย์มาร์เก็ตที่มีการนำรถเข้ามาจำหน่ายนั้น มองว่ามีจำนวนที่น้อยลง และส่วนมากเป็นรถในรุ่นเก่าแล้ว ซึ่งในส่วนของศูนย์บริการของบีเอ็มดับเบิลยูได้เปิดรับบริการรถจากเกรย์มาร์เก็ตแต่การให้ความสำคัญจะยังอยู่ที่ลูกค้าของตนเองก่อนเป็นลำดับแรก

+++เป้าหมายยอดขายในปีนี้
สำหรับเป้ายอดขายได้วางไว้ที่ 150 คัน อย่างไรก็ตามผลการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมาพบว่าลูกค้าให้การตอบรับที่ดีมาก ทำให้ต้องมีการปรับเป้ายอดขายโดยคาดว่าน่าจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 50% โดยแบ่งออกเป็นรถในกลุ่มเอ็นดูโร่ 50 %,ทัวริ่ง 25%,สปอร์ตและออนโรด 25% ขณะที่ยอดขายที่มาจากกลุ่มฟลีต หรือองค์กร,หน่วยงานต่างๆคิดเป็น 10-15% ของยอดขายรวมทั้งหมด

เพิ่มเติม http://www.thannews.th.com

“คลินิกรถเครื่อง” แนะเคล็ดลับถนอมรถคู่ใจสิงห์นักบิด

บริษัท คลินิกรถเครื่อง จำกัด แนะเคล็ดลับเลือกซื้ออะไหล่และถนอมรถมอเตอร์ไซค์คู่ใจด้วยตนเอง หวังลดสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนน ผู้ขับขี่ได้ประหยัดค่าใช้จ่าย พร้อมเพิ่มอายุการใช้งานยาวนานขึ้น

นายพิเชฐ ตังคไชยนันท์ กรรมการผู้จัดการบริษัท คลินิกรถเครื่อง จำกัด บริษัทในเครือกลุ่มสิทธิผล ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอะไหล่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ชั้นนำของประเทศไทยที่ได้รับการยอมรับและไว้วางใจจากผู้บริโภคและบริษัทผู้ผลิตรถมายาวนานกว่า 90 ปี เปิดเผยว่า “การผลิตรถ แต่ละคันจะต้องมีชิ้นส่วนอะไหล่ประกอบอยู่เป็นจำนวนมาก การเลือกซื้ออะไหล่จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ควรเลือกซื้ออะไหล่ที่ดีมีคุณภาพ เพื่อลดความสิ้นเปลืองและเสริมสร้างสมรรถนะในการขับขี่ ช่วยยืดอายุการใช้งานให้ความปลอดภัยสูง และประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกทางหนึ่ง

บริษัท คลินิกรถเครื่อง จำกัด เล็งเห็นว่า ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ควรมีความรู้และเข้าใจเกี่ยวกับสภาพรถของตนเองเป็นอย่างดี เพื่อลดปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินที่มีสถิติสูงขึ้นเป็นลำดับ จึงขอแนะนำเคล็ดลับการสังเกตเลือกซื้ออะไหล่รถที่ได้คุณภาพ รวมถึงการดูแลรักษารถในเบื้องต้นด้วยตนเอง ดังนี้

1.ยางรถ เลือกขนาดและชนิดของยางให้เหมาะสมกับขนาดของรถ หมั่นตรวจเช็คความดันลมยางในให้อยู่ในค่ามาตรฐานในขณะที่ยางยังเย็นอยู่หรือก่อนการใช้งานเสมอ และตรวจลมยางใน อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เมื่อเดินทางไกลควรสูบลมเพิ่ม 1-2 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ไม่ควรบรรทุกน้ำหนักมากเกินไป หรือขับขี่ด้วยความเร็วสูงเกินไป เพื่อไม่ให้เกิดความร้อนในยางสูงและหลีกเลี่ยง การเบรกกะทันหัน หรือการออกตัวรุนแรง ซึ่งจะทำให้ยางเสื่อมสภาพเร็ว

2.โซ่และสเตอร์ ควรดูแลตรวจสอบความตึงหย่อนของโซ่ทุกๆ สัปดาห์ อีกทั้งไม่ควรตั้งโซ่ ให้ตึงเกินไป เพราะจะทำให้ทั้งโซ่และสเตอร์สึกหรอมาก การบำรุงรักษาโซ่ควรหล่อลื่นด้วยน้ำมันเกียร์เป็นประจำ กรณีที่มีคราบสกปรกมากควรใช้แปรงล้างด้วยน้ำมันโซล่าหรือเบนซิน โซ่และสเตอร์มีอายุการใช้งานประมาณ 10,000 กิโลเมตรเมื่อถึงระยะเวลาเปลี่ยนควรเปลี่ยนทั้งชุด

3.หลอดไฟ ควรเลือกหลอดไฟของแท้ที่ได้มาตรฐานรับรองจากหน่วยงาน เช่น มาตรฐานยุโรป (ECE) มาตรฐานญี่ปุ่น (JIS) เป็นต้น ไม่ควรใช้หลอดไฟวัตต์สูงเกินกว่ามาตรฐานของรถแต่ละรุ่น อีกทั้งควรพกหลอดไฟสำรองติดรถไว้เสมอ โดยเฉพาะเมื่อจำเป็นต้องเดินทางไกลเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุควร “เปิดไฟ ใส่หมวกกันน็อค” ทุกครั้งที่ขับขี่รถจักรยานยนต์

4. น้ำมันหล่อลื่น ควรเลือกใช้น้ำมันหล่อลื่นแบบ 4 จังหวะ หรือออโต้ลูป2 จังหวะ ที่มีคุณภาพและมาตรฐานรับรองโดยสถาบันหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเลือกเบอร์ความหนืดให้เหมาะกับชนิดของเครื่องยนต์และสภาพการใช้งานของรถ สังเกตว่าน้ำมันไม่เป็นตะกอนหรือยางเหนียว รวมทั้งหมั่นตรวจเช็คให้ระดับอยู่ในเกณฑ์เพียงพอ หรือเปลี่ยนถ่ายตามระยะกำหนดการใช้งาน

5. หัวเทียน ควรเลือกเขี้ยวหัวเทียนที่มีรูปร่องตัวยู เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการสร้างประกายไฟสำหรับจุดระเบิด ส่งผลให้เครื่องยนต์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ เกิดการเผาไหม้ที่หมดจด ปราศจากคราบเขม่าอันเป็นสาเหตุให้หัวเทียนบอด กินน้ำมัน เครื่องยนต์สะดุดและสตาร์ทติดยาก ควรหมั่นสังเกตตรวจดูสภาพหัวเทียน โดยสภาพปกติจะมีคราบสีเทาหรือสีน้ำตาลที่ปลายฉนวน

6.สายพานรถออโตเมติก ควรเลือกที่สามารถโค้งงอตัวได้ดีซึ่งช่วยระบายความร้อนและยืดอายุการใช้งาน เนื้อยางต้องทำจากยางสังเคราะห์ เพราะสามารถทนต่อแรงเสียดสี ช่วยให้ส่งกำลังได้ดี หลีกเลี่ยงสายพานไม่ให้ถูกน้ำ น้ำมัน สารเคมี สี หรือสารแปลกปลอมเพราะทำให้สายพานเกิดการ ลื่นไถลขณะใช้งานได้ นอกจากนี้ต้องหมั่นตรวจสอบสภาพสายพานตามระยะทางที่ผู้ผลิตกำหนด

เพิ่มเติม http://www.newswit.com

วันพุธที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2553

สู้ศึกหัวฉีดจยย. "ซูซูกิ" ทุ่ม 500 ล้าน

กระแสรถจักรยานยนต์หัวฉีดแรง "ซูซูกิ" ทุ่มปรับไลน์ผลิตรถเป็นระบบหัวฉีดยกแผง พร้อมเปิด 2 รุ่นหัวฉีดใหม่ "โชกุนฮายาเต้" สู่ตลาด เผยลงทุนต่อเนื่องรองรับ เฉพาะปีนี้ในส่วนของการผลิตทั้งหมดตั้งไว้ 500 ล้านบาท และยืนยันบริษัทตัดสินใจย้ายไลน์ผลิตเครื่องยนต์เรือเล็กจากประเทศญี่ปุ่นมาที่ไทยแน่นอนแล้ว ขณะที่ฮอนด้าในฐานะผู้นำเทคโนโลยีหัวฉีด ออกแคมเปญ "ดูดีๆ หัวฉีดหรือเปล่า" สวนกลับส่วนที่เหลือ

นายเลิศศักดิ์ นววิมาน ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขายและการตลาด บริษัทไทยซูซูกิ มอเตอร์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรถจักรยานยนต์ซูซูกิ เปิดเผยว่า เป็นที่ชัดเจนไทยยังเป็นฐานการผลิตของซูซูกิในภูมิภาคอาเซียน ไม่มีการโยกไปยังประเทศอินโดนีเซียแน่นอนแล้ว และซูซูกิในประเทศไทยยังมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับไลน์และเพิ่มกำลังการผลิต รวมถึงพัฒนารถรุ่นใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพตลาด

"ตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้เป็นต้นไป รถจักรยานนต์ซูซูกิทุกรุ่นจะปรับเป็นเครื่องยนต์หัวฉีดทั้งหมด ยกเว้นรุ่นสแมชที่ยังเป็นระบบคาร์บูเรเตอร์อยู่ โดยได้มีการลงทุนปรับไลน์ผลิตเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นการลงทุนอย่างต่อเนื่อง และปีนี้ใช้เงินลงทุนในการปรับไลน์เป็นหัวฉีด เพิ่มกำลังการผลิตและพัฒนารุ่นใหม่สู่ตลาดรวมทั้งหมดกว่า 500 ล้านบาท"

เพิ่มเติม หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน

วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ซูซูกิ เปิดตัว Hayate 125 ระบบหัวฉีด DCP-FI


ซูซูกิ เดินหน้ารุกตลาดอย่างต่อเนื่องส่ง Hayate 125ใหม่ ขย่มตลาดสองล้อ ชูเทคโนโลยีที่เหนือกว่า ล้ำหน้าด้วยดีไซน์สปอร์ต ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ใหม่ ระบบหัวฉีดแบบ DCP-FI ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น และความแรงเต็มพิกัด ตั้งเป้า 12,000 คันต่อปี

New Suzuki Hayate 125 รถจักรยานยนต์ซูเปอร์สปอร์ตออโตเมติก 125 ซีซี อัพเกรดความแรงขึ้นอีกเท่าตัว ด้วยประสิทธิภาพแห่งเทคโนโลยีระบบหัวฉีด DCP-FI (Discharge Pump Fuel Injection) ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบหัวฉีด เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยขุมพลังความแรง 125 ซีซี 4 จังหวะ ผ่านการทำงานของระบบ ECM ( Engine Control Module ) คอมพิวเตอร์สมองกลอัจฉริยะ พร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ Super CVT (Super Continuously Variable Transmission) ที่ส่งถ่ายกำลังแบบระบบแปรผัน ผสานกำลังคลัตช์แบบแรงเหวี่ยงอัตโนมัติ ด้วยสายพานขับเคลื่อนรูปตัววี(V-Belt) ที่ให้พลังขับเคลื่อน ในอัตราทดเกียร์อัตโนมัติ ที่ถูกออกแบบมาให้มีความทนทานสูง นิ่มนวลทั้งตอนออกตัวและเร่งแซง ผ่านมาตรฐานค่าไอเสียระดับ 6 สามารถรองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 E20


ล้ำสมัยด้วยดีไซน์ ลายกราฟฟิกสปอร์ตแบบ Hip Power ไฟหน้าคู่แบบมัลติรีเฟลกเตอร์ (Dual Multi-Reflector Head Lamp ) คมเข้มได้ใจ สว่างไกลถึง 2 เท่า พร้อมไฟเลี้ยวสุดล้ำ เห็นชัดเจน มั่นใจในความปลอดภัย ไฟท้าย LED ให้อายุการใช้งานที่นานกว่า เพิ่มความสะดวกสบายด้วยกล่องเก็บของอเนกประสงค์ใต้เบาะขนาด 17.7 ลิตร พร้อมที่แขวนสารพัดประโยชน์ และช่องใส่ของด้านหน้า 2 ช่อง แผงหน้าปัดวัดความแรง (Speedometer) ที่ถอดแบบมาจากรถสปอร์ต คมชัดยิ่งกว่า ด้วยหน้าปัดเรืองแสง เพิ่มความชัดเจนเมื่อขับขี่ในที่มืด

New Suzuki Hayate 125 มาพร้อมกับระบบช่วงล่างที่เหนือชั้น ด้วยเทคโนโลยีระบบกันสะเทือนหลังแบบโช้คอัพคู่ พร้อมโช้คอัพแบบวาล์ว 2 ชุด โช้คอัพหน้าแบบเทเลสโคปิค ที่นุ่มนวลมากยิ่งขึ้น และล้อแม็กขนาด 16 นิ้ว สีดำ มั่นใจด้วยดิสก์เบรกหน้าแบบลูกสูบคู่ จานเบรก เส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 220 มม. มาพร้อมกับเทคโนโลยีขาตั้งอัจฉริยะ (Side Stand Inter Lock) ระบบจะหยุดการทำงานของเครื่องยนต์ ถ้าไม่ได้เอาขาตั้งข้างขึ้นและดับเครื่องยนต์ทันที ที่เอาขาตั้งข้างลง พร้อมระบบกุญแจอเนกประสงค์ และระบบกุญแจป้องกันการโจรกรรมแบบแม่เหล็ก ไม่ว่าจะล็อกคอ เปิดเบาะ หรือจะสตาร์ทความแรง ก็ง่ายแค่ใช้กุญแจเพียงชุดเดียว

มร.มาซาโนบุ ไซโต้ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยซูซูกิมอเตอร์ จำกัด ได้เปิดเผยถึงการเปิดตัว New Suzuki Hayate 125 ว่า " ซูซูกิ" ได้พัฒนาเทคโนโลยีและขีดความสามารถ ของ New Suzuki Hayate 125 จนสามารถเรียกว่า "สมบูรณ์แบบ" แล้วก็ว่าได้ ด้วยประสิทธิภาพแห่งเทคโนโลยีระบบหัวฉีด DCP-FI ที่มีระบบจ่ายน้ำมันที่เที่ยงตรงยิ่งขึ้น ประสิทธิภาพด้านความประหยัดน้ำมันที่เป็นเยี่ยม รวมถึงการออกแบบที่โดดเด่นเน้นความเป็นสปอร์ต ลงตัวกับการใช้งานในชีวิตประจำวันของคนไทย ซึ่ง "ซูซูกิ" ได้พัฒนาและออกแบบมาเพื่อให้ทุกรายละเอียดเป็นที่พึงพอใจของผู้ใช้มากที่สุด เพื่อให้ผู้ที่ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ New Suzuki Hayate 125 ยอมรับ ว่า นี่คือรถจักรยานยนต์สปอร์ตออโตเมติกที่ดีที่สุด และเหมาะสมสำหรับผู้ใช้งานทุกคนอย่างแท้จริง"

ด้านนายเลิศศักดิ์ นววิมาน ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายขายและการตลาด บริษัท ไทยซูซูกิมอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า New Suzuki Hayate 125 มาพร้อมกับเครื่องยนต์ใหม่ ระบบหัวฉีด DCP-FI (Discharge Pump Fuel Injection) ที่มีอัตราเร่งและการประหยัดน้ำมันที่ดีขึ้นกว่าเดิม ที่สำคัญเครื่องยนต์ผ่านมาตรฐานค่าไอเสียระดับ 6 และสามารถรองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 E20 ได้ด้วยทั้งนี้บริษัทได้มีการปรับสายการผลิตใหม่ โดยเครื่องยนต์ทุกรุ่นที่ผลิตในเมืองไทย ตั้งแต่เดือนมิ.ย.นี้เป็นต้นไป จะเป็นระบบหัวฉีดทั้งหมด ยกเว้นรุ่น ซูซูกิ สแมช ที่ยังคงเป็นระบบเดิม คือ คาร์บูเรเตอร์

ด้านแผนการตลาด ช่วงนี้เป็นเทศกาลฟุตบอลโลก บริษัทได้จับมือกับพันธมิตร ในการมอบรถจักรยานยนต์ซูซูกิ ให้เป็นของรางวัลกับผู้ร่วมกิจกรรม รวมทั้งการจัดโรดโชว์ทั่วประเทศ เพื่อเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้น ปลายปีนี้บริษัทเตรียมเปิดตัวรถใหม่ และรถประเภทบิ๊กไบค์ อีกหล่ายรุ่น สำหรับยอดขาย New Suzuki Hayate 125 บริษัทตั้งเป้าไว้ที่ 12,000 คัน ต่อปี

New Suzuki Hayate 125 ให้การรับประกันตัวรถตลอดทั้งคันเป็นระยะเวลา 3 ปี หรือ 30,000 กม. และรับประกันอุปกรณ์ระบบหัวฉีด DCP-FI ถึง 5 ปี หรือ 50,000 กม. สนนราคาเริ่มต้นเพียง 51,000 บาทเท่านั้น

จักรยานยนต์โตสวนกระแส128%

ตลาดรถจักรยานยนต์เดือนเมษายน ยอดขายพุ่ง128% สวนทางเหตุจลาจลใหญ่ ฮอนด้ายิ้มเครื่องหัวฉีดครองตลาด 57 % คาดเดือน พฤษภาคมโรงเรียนเปิดเทอมดันยอดพุ่งทะยาน จัดแคมเปญ"ดูดีๆหัวฉีดหรือเปล่า"เกทับคู่แข่ง

นายธีรพัฒน์ จิวะพงศ์ กรรมการบริหารงานขาย บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดรถจักรยานยนต์ไทยเดือนเมษายน ที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะคึกคักและมีการจับจ่ายใช้สอยค่อนข้างมากเนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลงานสงกรานต์ของไทย แต่ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศที่ส่งผลกระทบโดยตรงกับการใช้จ่ายซื้อสินค้าอุปโภค, บริโภค รวมทั้งรถจักรยานยนต์ เปิดตัวเลขในเดือนแรกไตรมาสสองที่ 134,516 คัน ลดลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ยังเติบโตขึ้น 128% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้ว แต่สิ่งที่น่าจับตามองในช่วงสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่มั่นคงดังกล่าว ผู้บริโภครอบคอบต่อการใช้จ่ายและเล็งเห็นความคุ้มค่ามากที่สุด

"สถานการณ์การเมืองส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม แต่รถจักรยานยนต์ระบบหัวฉีด PGM-FI ของฮอนด้าที่สร้างความคุ้มค่าสูงสุดในการตัดสินใจซื้อรถจักรยานยนต์ โดยมียอดจดทะเบียนป้ายวงกลมในเดือนเมษายนจำนวน 80,849 คัน คิดเป็นสัดส่วนตลาดถึง 60 % เมื่อเปรียบเทียบกับระบบคาร์บูเรเตอร์ ส่วนคาดการณ์ยอดขายในเดือนพฤษภาคม ภาพรวมยอดขายน่าจะเติบโตขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงที่โรงเรียนเปิดเทอม ซึ่งทางบริษัทได้ผลักดันให้ผู้จำหน่ายร่วมจัดกิจกรรมและแคมเปญต้อนรับเปิดเทอม พร้อมกับจัดแคมเปญประชาสัมพันธ์ เพื่อเชิญชวนผู้ซื้อว่า "ดูดีๆหัวฉีดหรือเปล่า"

นายธีรพัฒน์ กล่าวต่อไปว่า ฮอนด้าตัดสินใจปรับสายการผลิตทั้งหมดในประเทศไทยเป็นระบบหัวฉีด PGM-FI ซึ่งเป็นการตัดสินใจของผู้นำที่จะนำพาเทคโนโลยีที่ดีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญที่สุดในการตัดสินใจเลือกจึงเป็นสัญญาณที่ดีในการเติบโตของรถจักรยานยนต์ในประเทศไทย ในการปรับเปลี่ยนเป็นระบบหัวฉีดทั้งหมดและเพื่อเป็นการผลักดันตลาดโดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ในกลุ่ม เอที หัวฉีดของฮอนด้ายังคงเพิ่มการตอบรับจากผู้ใช้วัยรุ่นได้อย่างต่อเนื่องดูได้จากการครองอันดับ 1 อย่างเหนียวแน่นด้วยสัดส่วนตลาดถึง 57%

สำหรับรายงานตัวเลขรถจักรยานยนต์ในเดือนเมษายน 2553 มียอดจำหน่ายรวมที่ 134,516 คัน แบ่งเป็นรถจักรยานยนต์แบบ เอที 68,832 คัน เทียบเท่าสัดส่วน 51% ซึ่งขึ้นนำรถจักรยานยนต์แบบครอบครัวที่มียอดจดทะเบียนที่ 60,577 คันหรือเทียบเท่าสัดส่วนตลาด 45% สำหรับรถจักรยานยนต์ครอบครัวกึ่งสปอร์ตมีจำนวน 2,245 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 2% แบบสปอร์ต 691 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 1% และแบบออฟโรดรวมประเภทอื่นๆ 2,171 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาดกว่า 1%

ในขณะที่หากแบ่งแยกเป็นยอดจดทะเบียนตามประเภทของผู้ผลิตในเดือนเมษายนรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า 91,989 คัน เทียบเท่าอัตราครองตลาด 68% ยามาฮ่า 34,868 คัน อัตราครองตลาด 26% ซูซูกิ 4,735 คัน อัตราครองตลาด 4% อื่นๆได้แก่ คาวาซากิ 1,751 คัน เจอาร์ดี 20 คัน , แพล็ตตินั่ม 56 คัน และอื่นๆ 964 คัน

"คาร์บูเรเตอร์"ยังโดนใจสิงห์นักบิด "สแมช"เพิ่มกำลังผลิตเท่าตัวลุยเกาะกระแสบอลโลก

ซูซูกิลั่น สแมชขายดีสุด เล็งเพิ่มกำลังผลิตเป็น "หมื่น" คันต่อเดือน ชี้อาศัยข้อได้เปรียบด้านต้นทุน หลังพัฒนาเทคโนโลยีแต่ยังคงใช้ระบบคาร์บูเรเตอร์ ส่งผลให้รถได้รับความนิยม

นายเลิศศักดิ์ นววิมาน ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขายและการตลาด บริษัท ไทยซูซูกิมอเตอร์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาและพิจารณาการปรับเพิ่มตัวเลขเป้าหมายการจำหน่ายในปีนี้ว่าจะมากกว่า 100,000 คันอย่างแน่นอน หลังจากช่วงที่ผ่านมาตลาดรถจักรยานยนต์โดยรวมไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและการเมืองแต่อย่างใด ประกอบกับยอดขายของบริษัทในช่วงที่ผ่านมาถือว่าได้รับการตอบรับจากลูกค้าค่อนข้างดี

โดยเฉพาะซูซูกิ สแมช ที่ขณะนี้บริษัทต้องพิจารณาปรับเพิ่มกำลังการผลิต จากเดิมที่คาดว่าจะขายเฉลี่ยเดือนละ 5,000 คันต่อเดือน เพิ่มเป็น 10,000 คันต่อเดือน ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการเจรจากับฝ่ายผลิต ว่าจะมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด สำหรับสาเหตุที่ทำให้รถรุ่นนี้ได้รับความนิยมจากตลาดนั้น คาดว่าส่วนหนึ่ง เป็นผลมาจากความได้เปรียบในด้านราคาจำหน่าย

เนื่องจากรถซูซูกิ สแมช นั้นมีต้นทุนการผลิตไม่สูงมากนัก เพราะใช้ระบบคาร์บูเรเตอร์ซึ่งได้รับการพัฒนาและผ่านมาตรฐานไอเสียระดับ 6 ตามเงื่อนไขที่รัฐบาลกำหนด ดังนั้นอนาคตหากบริษัทยังมีขีดความสามารถในการพัฒนารถจักรยานยนต์ระบบคาร์บูเรเตอร์ให้ได้มาตรฐานตามข้อกำหนดของรัฐบาล บริษัทก็จะยังคงรถประเภทนี้เอาไว้

"นิว สแมชของเราแม้จะยังเป็นคาร์บูเรตอร์อยู่ เนื่องจากเรามองว่ากับเครื่องยนต์ขนาด 110 ซีซีนี้ ทำให้เรามีความได้เปรียบในแง่ราคา ส่วนอนาคตเราก็ขอยืนยันว่า ถ้าเราพัฒนาเทคโนโลยีได้ตามที่รัฐบาลกำหนดเราก็จะยังคงใช้ระบบคาร์บูเรเตอร์ต่อไปและไม่มีเหตุผลที่ซูซูกิจะต้องเปลี่ยน หากสามารถพัฒนาให้ผ่านค่ามาตรฐานไอเสียได้" นายเลิศศักดิ์กล่าว

นอกจากนี้บริษัทยังได้ส่งรถจักรยานยนต์ 2 รุ่นใหม่ อย่างซูซูกิ โชกัน รถจักรยานยนต์พรีเมี่ยมรุ่นใหม่ โดยตั้งเป้าขายที่เดือนละ 2,000 คัน และซูซูกิ ฮายาเต้ ใหม่ พร้อมตั้งเป้าไว้ที่เดือนละ 1,000 คัน โดยรถ ทั้ง 2 รุ่นเป็นเครื่องยนต์ระบบหัวฉีดที่ได้รับการพัฒนามาใหม่ ให้เป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อม และยังสามารถรองรับได้กับน้ำมัน 91 แก๊สโซฮอล์ 95 และอี 20

ส่วนความคืบหน้าหลังจากบริษัทแม่ให้ความสนใจจะย้ายฐานการผลิตเครื่องเอาต์บอร์ด หรือเครื่องยนต์สำหรับเรือแบบ 2 จังหวะมาไว้ที่ประเทศไทยนั้น ขณะนี้การเจรจาทุกอย่างเป็นอันเรียบร้อยและบริษัทแม่ได้ตัดสินใจเลือกใช้ไทยเป็นฐานผลิต และคาดว่าจะสามารถดำเนินการทุกอย่างได้ในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้าอย่างแน่นอน

ขณะที่ตลาดรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่อย่างบิ๊กไบก์นั้น บริษัทยังคงยืนยันนโยบายในการให้บริการหลังการขาย และการมุ่งสร้างภาพลักษณ์เป็นหลัก โดยในช่วงสิ้นปี จะมีการนำเข้ารถรุ่นใหม่เข้ามาทำตลาดอีก 1 รุ่นอย่างแน่นอน

ส่วนตลาดรถจักรยานยนต์โดยรวมในช่วงที่ผ่านมาถือว่าตลาดมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาจะมีเหตุความไม่สงบทางการเมืองแต่ก็ไม่ได้ส่งผลต่อตลาดรถจักรยานยนต์มากนัก เห็นได้จากเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาตลาดรวมโตถึง 10%

และซูซูกิคาดว่าจะมียอดขายในปีนี้ที่กว่า 100,000 คัน สำหรับตลาดในประเทศ และ 100,000 คัน สำหรับตลาดส่งออก และเครื่องเอาต์บอร์ดอีก 35,000-36,000 เครื่องในปีนี้

"ส่วนกระแสฟุตบอลโลกปีนี้ซูซูกิก็ได้มีการร่วมกับค่ายหนังสือพิมพ์ในการจัดกิจกรรมต้อนรับบอลโลก พร้อมแจกรถซูซูกิอีกร่วม ๆ 50 คัน ซึ่งเราหวังว่ากระแสบอลโลกจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้เราได้รับการตอบรับจากลูกค้าเพิ่มมากขึ้นด้วย"

ด้านนายธีรพัฒน์ จิวะพงศ์ กรรมการบริหารงานขาย บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด กล่าวถึงตลาดรถจักรยานยนต์ในเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่า มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มียอดจำหน่ายรวมที่ 134,516 คัน แบ่งเป็นฮอนด้า 91,989 คัน คิดเป็น 68% ยามาฮ่าจำนวน 34,868 คัน คิดเป็น 26% ซูซูกิจำนวน 4,735 คัน คิด เป็น 4% อื่น ๆ ได้แก่ คาวาซากิ 1,751 คัน เจอาร์ดี 20 คัน แพล็ตตินั่ม 56 คัน และ อื่น ๆ 964 คัน

เมื่อแบ่งตามประเภทพบว่ารถจักร ยานยนต์แบบเอ.ที.มีจำนวน 68,832 คัน คิดเป็น 51% ซึ่งขึ้นนำรถจักรยานยนต์แบบครอบครัวที่มียอดจดทะเบียนที่จำนวน 60,577 คัน คิดเป็น 45%

สำหรับรถจักรยานยนต์ครอบครัวกึ่งสปอร์ตมีจำนวน 2,245 คัน คิดเป็น 2% แบบสปอร์ตจำนวน 691 คัน คิดเป็น 1% และแบบออฟโรดรวมประเภทอื่น ๆ 2,171 คัน คิดเป็น 1%

สำหรับแนวโน้มของตลาดคาดว่ารถจักรยานยนต์ประเภทหัวฉีดจะได้รับความนิยมจากลูกค้าเพิ่มมากขึ้น สำหรับ "ฮอนด้าในฐานะผู้นำ" จึงได้จัดแคมเปญถึงผู้ใช้ที่ตอบรับกับกระแสฟุตบอลโลกฟีเวอร์ เปิดโอกาสให้แฟนบอลทั่วประเทศได้ลุ้นโชคทุกรอบไปกับทีมชาติอังกฤษ ซึ่งเป็นครั้งแรกในวงการรถจักรยานยนต์ที่เข้าซื้อลิขสิทธิ์ทีมชาติอังกฤษมาร่วมสร้างสีสันความสนุกในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 ในครั้งนี้ โดยใช้ชื่อแคมเปญว่า "เกาะติดอังกฤษ สู้ศึกลูกหนังโลก ลุ้นโชคทุกรอบกับฮอนด้า สกู๊ปปี้ไอ"

วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ยามาฮ่า จัดกิจกรรมยักษ์ใหญ่ เอาใจคอบอลโลก


นายประพันธ์ พลธนะวสิทธิ์ รองประธานกรรมการบริหาร (คนที่ 5 จากด้านซ้าย แถวยืน) และผู้บริหารระดับสูง บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด จัดงานแถลงข่าวกิจกรรมการตลาด ยามาฮ่า ฟุตบอลโลก 2010 ในฐานะ “ผู้สนับสนุนหลักการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2010 ในประเทศไทย” โดยได้รับเกียรติจาก นายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) และ ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานบริหาร บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ร่วมงานพร้อมถ่ายภาพที่ระลึก ณ สนามเอส-วัน บางนา เมื่อเร็วๆ นี้


ข้อมูลเพิ่มเติม
ยามาฮ่าผู้สนับสนุนหลักถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2010 ต่อยอดจัดกิจกรรมใหญ่ชม และเชียร์บอลโลกสดทุกแมตช์ เอาใจลูกค้ายามาฮ่า และคอบอลทั่วประเทศ

บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ต่อยอดกลยุทธ์การทำตลาดแบบ ไลฟ์สไตล์ มาร์เก็ตติ้ง ซึ่งประสบความสำเร็จมาโดยตลอดไม่ว่าจะเป็นการตลาดในรูปแบบ มิวสิค มาร์เก็ตติ้ง หรือจะเป็นสปอร์ต มาร์เก็ตติ้ง ที่ได้ทำมาอย่างต่อเนื่อง และได้รับการยอมรับจากลูกค้าทุกกลุ่มอย่างกว้างขวาง ซึ่งในปีนี้ ยามาฮ่าได้เป็นผู้สนับสนุนหลักการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2010 ในประเทศไทย ประกาศเดินหน้าจัดกิจกรรมฟุตบอลร่วมกับผู้จำหน่ายให้กับลูกค้ายามาฮ่า และคอบอลทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน ถึงวันที่ 11 กรกฎาคม 2553
นายประพันธ์ พลธนะวสิทธิ์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า “ในปีนี้บริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของสปอร์ต มาร์เก็ตติ้ง โดยเฉพาะกีฬาฟุตบอลซึ่งเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง เราสนับสนุนกิจกรรมที่เกี่ยวกับฟุตบอลภายในประเทศ และต่าง ประเทศมากมายหลายรายการ รวมถึงการจัดกิจกรรมรูปแบบใหม่ๆ ที่แตกต่างจากคู่แข่ง สร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการรถจักรยานยนต์ในประเทศไทย และทุกๆ กิจกรรมที่ผ่านมา ยามาฮ่าก็ประสบความสำเร็จมาโดยตลอด
บริษัทฯ ต้องการส่งเสริมให้คนไทยหันมาสนใจกีฬาฟุตบอล เพราะเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ดังนั้น บริษัทฯ จึงเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนหลักการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ “2010 FIFA World Cup South Africa” ในประเทศไทย และยังได้จัดกิจกรรมใหญ่ ชม และเชียร์บอลโลกสดทุกแมตช์ เอาใจคอบอล และลูกค้ายามาฮ่าทั่วประเทศ บริษัทฯ ขอเชิญ ผู้ที่มีใจรักกีฬาฟุตบอลทุกท่านมาร่วมสนุกกับกิจกรรมที่เราจัดขึ้นทั่วทุกภาค ไม่ว่าจะเป็นที่ร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าใกล้บ้านท่าน ตามห้างสรรพสินค้า และลานกิจกรรมอเนกประสงค์ของจังหวัด พร้อมชมคอนเสิร์ตจากศิลปินที่มีชื่อเสียง เพิ่มสีสันการเชียร์ให้เต็มอารมณ์ และลุ้นของรางวัลติดมือกลับบ้าน บริษัทฯ เชื่อว่าจะเป็นที่ถูกอกถูกใจของลูกค้า และเหล่าคอบอลขนานแท้เป็นอย่างมาก”

นางสาวจินตนา อุดมทรัพย์ ผู้จัดการใหญ่ด้านการค้า บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าว ว่า “ยามาฮ่าได้จัดแคมเปญส่งเสริมการตลาดมาตั้งแต่ต้นปีกับแคมเปญสุดฮอต “ยามาฮ่า ฉลองยอดขายออโตเมติก 2 ล้านคัน” แคมเปญนี้ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม และสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าซึ่งได้รับรางวัลไปร่วมชมบอลโลกเปิดประสบการณ์ด้านฟุตบอลกับยามาฮ่าด้วยกัน

เพื่อเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำ “สปอร์ต มาร์เก็ตติ้ง” ตัวจริง บริษัทฯ จึงเข้าร่วมเป็นผู้สนับสนุนหลักการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 ในประเทศไทย บริษัทฯ ได้จัดสรรงบประมาณการตลาดจำนวน 100 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ของตราสินค้าให้โดดเด่นขึ้นได้ร่วมมือกับพันธมิตร บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) ทำสื่อประชาสัมพันธ์ทางรายการทีวีด้วยการจัดทำโลโก้ผู้สนับสนุนการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2010 ในประเทศไทยปิดท้ายภาพยนตร์โฆษณาของรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทุกรุ่นที่ออกอากาศในช่วงก่อนเวลา และระหว่างระยะเวลาของฤดูกาลแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 รวมถึงการ Tie – In ในช่อง 3 ช่อง 7 และตามรายการต่างๆ นอกจากนี้ยังมีการลงโฆษณาช่วงการถ่ายทอดสดทางช่อง 3, 7, 9, 11, True Vision, การ Tie – In ใน MV เพลง Game of Life 2010 และยังได้ร่วมมือกับทางอาร์เอสทำแคมเปญทายผลบอลโลกในรายการ FIFA Post Card I Love World Cup อีกด้วย

นอกเหนือจากรายการที่กล่าวไปแล้ว ยามาฮ่ายังได้ทำกิจกรรมเพื่อคอบอลโดยเฉพาะ พาผู้โชคดีบินลัดฟ้าไปชมบอลโลกที่ประเทศแอฟริกาใต้ แบบติดขอบสนามผ่านทางรายการ Wake Club, Bang Channel และ True Visions

นอกจากนี้เพื่อเป็นการเพิ่มอารมณ์เชียร์บอลให้มันส์กันแบบสุดขีด ยามาฮ่าจึงจับมือกับยักษ์ใหญ่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ทำ “โครงการทายผลแชมป์ฟุตบอลโลก 2010” ชิงรางวัลเงินสดกว่า 30 ล้านบาท และมอบรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าเพิ่มเติมอีก 30 คัน ในรุ่นมีโอ 125 ฟีโน่ และสปารค์ นาโน รวมมูลค่ากว่า 1.2 ล้านบาท และรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย ระยะเวลาของโครงการนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน ถึงวันที่ 11 กรกฎาคมนี้ และยังได้จัดทำแคมเปญ “สิทธิพิเศษแลกซื้อแพคเกจชมฟุตบอลโลกในราคา 5 บาท” ให้กับผู้อ่านหนังสือพิมพ์ และนิตยสารดาราเดลี่อีกด้วย

ในส่วนของรายการวิทยุ ยามาฮ่าได้เพิ่มสีสันสร้างบรรยากาศการเชียร์ฟุตบอลโลกโดยร่วมกับรายการวิทยุ Sport Radio 96 MHz รายงานสดความเคลื่อนไหวแบบรวดเร็วทันใจให้กับคอบอล และรายการวิทยุอื่นๆ อีกหลายคลื่นสถานี เช่น Hot FM 91.5, Seed Radio 97.5 และ COOL FM 93
บริษัทฯ ได้จัดกิจกรรมสำหรับลูกค้าในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดให้ร่วมเชียร์ฟุตบอลโลกด้วยกัน โดยมีรายละเอียดดังนี้

“YAMAHA FOOTBALL PARK” โดยความร่วมมือกับ บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) และ พันธมิตรต่างๆ ได้เนรมิตลานกิจกรรมหน้าสนามกีฬาแห่งชาติ สนามศุภชลาศัย ให้กลายเป็นแหล่งชุมนุมของคอบอลมาร่วมเชียร์ฟุตบอลด้วยกัน โดยเน้นบรรยากาศสีสันการเชียร์ของแฟนบอลเสมือนชมอยู่ข้างสนาม ซึ่งจะมีการถ่ายทอดให้ชมแบบสดทุกแมตช์การแข่งขัน พร้อมกิจกรรมอีกมากมาย อาทิ แฟชั่นโชว์ ฟุตบอลทีมดาราพบกับทีมยามาฮ่าคลับ กิจกรรมนี้จะจัดขึ้นช่วงระยะเวลาของการแข่งขันในวันที่ 11 มิถุนายน ถึงวันที่ 11 กรกฎาคม 2553
วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน พบฟุตบอลดารา นำโดย แมทธิว ดีน แทค ภรัญญู ต๊ะ วริษฐ์พบกับทีมยามาฮ่าคลับ
วันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน พบฟุตบอลดารา นำโดย ไม้ บวรพจน์ ธัญญ์ ธนากร น้ำ รพีภัทร พบกับทีมยามาฮ่าคลับ
วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน พบฟุตบอลดารา นำโดย แมทธิว ดีน บี๋ สวิช แทค ภรัญญู พบกับทีมแชมป์ยามาฮ่าแฟนคลับลีก
วันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน พบดาราสาวสุดเซ็กซี่ ชมพู่ อารยา
วันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน พบดาราสาวสุดเซ็กซี่ ขวัญ อุษามณี

กิจกรรม On Ground “ซ่าส์ทุกหยด สดทุกแมตช์” อีก 6 ที่ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยกรุงเทพฯ จัดกิจกรรมที่ลานฟิวเจอร์ พาร์ครังสิต ลานเซ็นทรัล รัตนาธิเบศร์ ลานกิจกรรมเซ็นทรัล แอร์พอร์ต เชียงใหม่ ลานกิจกรรมเซ็นทรัล ขอนแก่น ลานกิจกรรมหน้าเดอะ มอลล์ โคราช และลานกิจกรรม ไฮเทค อุดรธานี
เพื่อเป็นการปลุกกระแสบอลโลกฟีเวอร์ตามจังหวัดต่างๆ ทางบริษัทฯ เองได้จัดกิจกรรมให้กับลูกค้าทั่วประเทศได้มาร่วมเชียร์ทีมโปรดบอลโลกด้วยกันในกิจกรรม

“YAMAHA FOOTBALL FESTIVAL 2010” ยามาฮ่าเชียร์มันส์...สนั่นเมือง กับฟุตบอลระดับโลก ตามจังหวัดต่างๆ 8 จังหวัดทั่วประเทศ ในงานลูกค้าสามารถสนุกสนานไปกับกิจกรรมที่เร้าใจมากมาย เช่น ศึกดวลแข้งซูเปอร์สตาร์ดาราจากช่อง 3 และช่อง 7 ปะทะยามาฮ่าคลับประจำจังหวัด การแข่งขันฟุตบอล 3 คนชิงทุนการศึกษากว่า 10,000 บาท พบโปรโมชั่นสุดพิเศษจากร้านผู้จำหน่าย และมันส์สุดขีดกับคอนเสิรต์จากศิลปินที่หลากหลาย เช่น ดา เอ็นโดรฟิน, พารา ด็อกซ์, เรโทร สเป็ค, พันช์, กะลา, คาราบาว และศิลปินอื่นๆ อีกมากมาย พร้อมลุ้นรับของรางวัลบอลโลกอีกเพียบ

ในวันที่ 25 - 26 มิถุนายน จะจัดงานที่จังหวัดลำปาง, มุกดาหาร, เพชรบุรี และนครศรีธรรมราช
ในวันที่ 2 - 3 กรกฎาคม จะจัดงานที่จังหวัดพิจิตร, มหาสารคาม, ศรีราชา และตรัง
“การตกแต่งโชว์รูมยามาฮ่าสแควร์ และยามาฮ่าช็อป” ยามาฮ่าได้ร่วมมือกับผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ทั่วประเทศ โดยได้จัดตกแต่งหน้าร้าน และภายในโชว์รูมเพิ่มสีสันให้เข้ากับบรรยากาศบอลโลก ทำให้ลูกค้าที่เข้ามาในร้านมีความรู้สึกมีส่วนร่วมกับกิจกรรมฟุตบอลโลกที่ทางร้านผู้จำหน่ายจัดขึ้นมา เพื่อเป็นการต่อยอดการจัดกิจกรรมฟุตบอลโลกที่กำลังจะมาถึง

“ยามาฮ่าเชียร์มันส์...สนั่นเมือง กับฟุตบอลระดับโลก” ยามาฮ่าได้จัดกิจกรรมทั้งหมดประมาณ 300 กิจกรรม เพื่อเป็นการรวมพลคนรักลูกหนัง และให้ลูกค้าทั่วประเทศมาเชียร์บอลด้วยกันในบรรยากาศสุดเร้าใจ นอกจากนี้ยังร่วมทายผลการแข่งขันลุ้นรับรางวัลอีกเพียบ และที่สำคัญลูกค้ายามาฮ่ายังมีสิทธิ์ลุ้นรับรถยามาฮ่า มีโอ 125 จำนวน 20 คัน มูลค่ารวมกว่า 900,000 บาท และของรางวัลอื่นฯ อีกมากมายที่ยามาฮ่าสแควร์ ทั่วประเทศ และยามาฮ่าช็อปที่ร่วมรายการ

วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน ชมพิธีเปิดสุดอลังการ เชียร์คู่เปิดสนามระหว่างทีมแอฟริกา พบทีมเม็กซิโก เริ่มกิจกรรมเวลา 1 ทุ่มตรง ในวันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน เชียร์คู่บิ๊กแมตช์สุดมันส์ระหว่างทีมโปรตุเกส พบทีมบราซิลเริ่มกิจกรรมเวลา 1 ทุ่มตรง

พิเศษสุดสำหรับลูกค้ายามาฮ่าทุกท่าน สามารถร่วมสนุกลุ้นโชคไปกับเกมส์ออนไลน์ “Yamaha Star Kicker Game with Sanook.com” ให้แฟนบอลชาวไทยได้ร่วมสนุก ค้นหาสุดยอดเจ้าแห่งการดวลจุดโทษ โดยร่วมมือกับเว็ปไซต์ sanook.com มีรางวัลใหญ่เป็นรถจักรยานยนต์ ยามาฮ่า มีโอ 125 จำนวน 1 รางวัล พร้อมกับของรางวัลอีกมากมาย โดยทั้งหมดนี้เริ่มสนุกได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปติดตามรายละเอียดได้ที่ www.yamaha-motor.co.th

ลูกค้าทุกท่านยังสามารถร่วมทายผลการแข่งขัน “Yamaha Football Fever Game” ที่ www.yamaha-motor.co.th เกาะติดการแข่งขันบอลระดับโลก 2010 ให้ลุ้นกันแมตช์ต่อแมตช์ตลอดการแข่งขัน เก็บคะแนนสะสม เลือกลุ้นรับของรางวัลตามใจชอบ อาทิ รถจักรยนต์ยามาฮ่าฟีโน่, I-Phone 3G, เครื่องเล่นเกม PlayStation3 พร้อมแผ่นเกมลิขสิทธิ์ 2010 FIFA World Cup South Africa PS3 Game, เกม PSP3000, Notebook และของรางวัลอีกมากมาย

พิเศษสำหรับท่านสื่อมวลชน ยามาฮ่ายังได้ทำกิจกรรมกับสื่อมวลชนทุกแขนงโดยจัดกิจกรรม “ประกวดภาพเชียร์ฟุตบอลโลก เด็ดๆ สุดมันส์” โดยส่งได้ท่านละไม่เกิน 3 รูป ลุ้นรางวัลใหญ่รถ จักรยานยนต์ยามาฮ่า FINO Special Edition จำนวน 1 คัน มูลค่าคันละ 50,000 บาท และรางวัลชมเชยเงินสดอีก 10 รางวัล มูลค่ารางวัลละ 5,000 บาท รวมมูลค่าของรางวัลทั้งสิ้น 100,000 บาท”

ยามาฮ่าคาดหวังว่ากิจกรรมดีๆ เหล่านี้ จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าที่มีอยู่จำนวนมากทั่วประเทศ ได้สนุกไปกับเกมส์กีฬาฟุตบอลระดับโลกไปพร้อมๆ กัน ให้ลูกค้าได้มีโอกาสร่วมสนุกกับกิจกรรมด้านกีฬาร่วมกัน และตอกย้ำความเป็นผู้นำ “สปอร์ต มาร์เก็ตติ้ง” เพื่อตอบ สนองทุกความต้องการของลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น ลูกค้าที่สนใจสามารถติดตามความคืบหน้าต่างๆ ได้ที่ผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทั่วประเทศ และที่ www.yamaha-motor.co.th

วันพุธที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ฟีม เผยบู๊มากเลยล้มที่อิตาลี


รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ นักบิดสังกัดทีมไทยฮอนด้าพีทีทีสิงห์แซค ในศึกจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลกรุ่นโมโตจีพี ยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง หลังกำลังทำความเร็วไล่กลุ่มหน้า จนเป็นเหตุให้พลาดล้มไม่จบการแข่งขันรายการอิตาเลียน กรังด์ปรีซ์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 มิ.ย.ที่ผ่านมา

นักบิดหนึ่งเดียวของไทยในเวิลด์ จีพี ต้องพลาดเก็บตะแนนสะสมโมโตทูอีกสนาม หลังพลาดล้มในช่วง 6 รอบสุดท้าย ทั้งที่ไล่อันดับจากที่ 28 ในรอบแรกขึ้นมาถึงอันดับ 14 ได้สำเร็จ ซึ่งเจ้าตัวออกมายอมรับว่าเป็นเพราะการไล่ที่หนักเกินไป

"ผมเกือบจะต้องหลุดไปตั้งแต่โค้งแรก หลังมีการเกี่ยวกับคู่แข่งเล็กน้อย แต่หลังจากนั้นรถของเราทำความเร็วได้ดีมากๆ และขึ้นมาอยู่อันดับที่มีแต้ม (อันดับ 14) จนถึง 6 รอบสุดท้ายผมเห็นท้ายอันดับ 13 อยู่ไม่ไกล จึงพยายามเร่งสุดๆ แต่สุดท้ายก็พลาดเองจนได้" ฟีมยอมรับ

สำหรับสถิติความเร็วของรถแข่ง HB4 ของฟีมในการแข่งขันที่มูเจลโล เซอร์กิต นับว่ามีการพัฒนาขึ้นมาหลังได้รับการปรับปรุงโดยทีมงานแซค โดยรถหมายเลข 14 สามารถทำความเร็วสูงสุดได้เป็นอันดับที่ 3 จากรถ 40 คัน หลังในเรซก่อนหน้านี้เจ้าฟีมทำความเร็วสูงสุดได้เป็นอันที่ 30 เท่านั้น

สำหรับศึกจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลกสนามต่อไปซึ่งเป็นเรซที่ 5 ของฤดูกาล 2010 จะแข่งขันกันที่สนามซิลเวอร์สโตน ประเทศอังกฤษ ในศึกบริติช กรังด์ปรีซ์ วันที่ 20 มิถุนายนนี้



เพิ่มเติม http://www.mocyc.com/news/view.php?category=1&idnews=390

วันอังคารที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2553

วันเสาร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2553

กระแสนิยมหัวฉีด พุ่งทะยานกวาดสัดส่วนตลาด 60%


ภาพรวมตลาดรถจักรยานยนต์ไทยเริ่มเดือนแรกไตรมาส 2 เดือนเมษายน ซึ่งเป็นเดือนที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะคึกคักและมีการจับจ่ายใช้สอยค่อนข้างมากเนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลงานสงกรานต์ของไทย แต่ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศที่ส่งผลกระทบโดยตรงกับการใช้จ่ายซื้อสินค้าอุปโภค, บริโภค รวมทั้งรถจักรยานยนต์จึงมีผลให้เปิดตัวเลขในเดือนแรกไตรมาสสองที่ 134,516 คัน ลดลงกว่าที่คาดการณ์ไว้แต่ก็ยังเติบโตขึ้น 128% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้ว แต่สิ่งที่น่าจับตามองในช่วงสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่มั่นคงดังกล่าว คือผู้บริโภคจะใช้จ่ายอย่างรอบคอบและคุ้มค่าที่สุด รถจักรยานยนต์ระบบหัวฉีด PGM-FI ของฮอนด้าจึงได้รับการไว้วางใจจากผู้ใช้รถจักรยานยนต์ในสถานการณ์นี้อย่างเห็นได้ชัด จากตัวเลขยอดจดทะเบียนถึงผู้ใช้สูงถึง 60 % ซึ่งเป็นสัดส่วนตลาดที่สูงสุด

นายธีรพัฒน์ จิวะพงศ์ กรรมการบริหารงานขาย บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยถึงในช่วงสถานการณ์การเมืองในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น แน่นอนต้องส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม แต่วิกฤตดังกล่าวก็สามารถบ่งบอกได้ถึงความมั่นใจในรถจักรยานยนต์ระบบหัวฉีด PGM-FI ของฮอนด้าที่สร้างความคุ้มค่าสูงสุดในการตัดสินใจซื้อรถจักรยานยนต์ โดยมียอดจดทะเบียนป้ายวงกลมในเดือนเมษายนจำนวน 80,849 คัน คิดเป็นสัดส่วนตลาดถึง 60 % เมื่อเปรียบเทียบกับระบบคาร์บูเรเตอร์ ส่วนคาดการณ์ยอดขายในเดือน พฤษภาคม ภาพรวมยอดขายน่าจะเติบโตขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงที่โรงเรียนเปิดเทอม ซึ่งทางบริษัทฯได้ผลักดันให้ผู้จำหน่ายร่วมจัดกิจกรรมและแคมเปญต้อนรับเปิดเทอม พร้อมกับจัดแคมเปญประชาสัมพันธ์ เพื่อเชิญชวนผู้ซื้อว่า "ดูดีๆหัวฉีดหรือเปล่า"

ในการตอบรับกับรถจักรยานยนต์ฮอนด้าระบบหัวฉีด PGM-FI ของฮอนด้า ซึ่งในฐานะผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ในประเทศไทย หลังจากตัดสินใจปรับสายการผลิตทั้งหมดในประเทศไทยเป็นระบบหัวฉีด PGM-FI ซึ่งเป็นการตัดสินใจของผู้นำที่จะนำพาเทคโนโลยีที่ดีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญที่สุดในการตัดสินใจเลือกจึงเป็นสัญญาณที่ดีในการเติบโตของรถจักรยานยนต์ในประเทศไทย ในการปรับเปลี่ยนเป็นระบบหัวฉีดทั้งหมดและเพื่อเป็นการผลักดันตลาดโดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ในกลุ่ม A.T. หัวฉีดของฮอนด้ายังคงเพิ่มการตอบรับจากผู้ใช้วัยรุ่นได้อย่างต่อเนื่องดูได้จากการครองอันดับ 1 อย่างเหนียวแน่นด้วยสัดส่วนตลาดถึง 57% ในด้านของกิจกรรม "ฮอนด้าในฐานะผู้นำ" จึงได้จัดแคมเปญถึงผู้ใช้ที่ตอบรับกับกระแสฟุตบอลโลกฟีเวอร์ เปิดโอกาสให้แฟนบอลทั่วประเทศได้ลุ้นโชคทุกรอบไปกับทีมชาติอังกฤษ ซึ่งเป็นครั้งแรกในวงการรถจักรยานยนต์ที่เข้าซื้อลิขสิทธิ์ทีมชาติอังกฤษมาร่วมสร้างสีสันความสนุกในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 ในครั้งนี้ โดยใช้ชื่อแคมเปญว่า "เกาะติดอังกฤษ สู้ศึกลูกหนังโลก ลุ้นโชคทุกรอบกับฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอ"

สำหรับรายงานตัวเลขรถจักรยานยนต์ในเดือนเมษายน 2553 มียอดจำหน่ายรวมที่ 134,516 คัน แบ่งเป็นรถจักรยานยนต์แบบ เอ.ที. 68,832 คัน เทียบเท่าสัดส่วน 51% ซึ่งขึ้นนำรถจักรยานยนต์แบบครอบครัวที่มียอดจดทะเบียนที่ 60,577 คันหรือเทียบเท่าสัดส่วนตลาด 45% สำหรับรถจักรยานยนต์ครอบครัวกึ่งสปอร์ตมีจำนวน 2,245 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 2% แบบสปอร์ต 691 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาด 1% และแบบออฟโรดรวมประเภทอื่นๆ 2,171 คัน เทียบเท่าสัดส่วนตลาดกว่า 1%

ในขณะที่หากแบ่งแยกเป็นยอดจดทะเบียนตามประเภทของผู้ผลิตในเดือนเมษายนรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า 91,989 คันเทียบเท่าอัตราครองตลาด 68% ยามาฮ่า 34,868 คัน อัตราครองตลาด 26% ซูซูกิ 4,735 คัน อัตราครองตลาด 4% อื่นๆได้แก่คาวาซากิ 1,751 คัน เจอาร์ดี 20 คัน , แพล็ตตินั่ม 56 คัน และอื่นๆ 964 คัน



เพิ่มเติม http://www.aphonda.co.th/2010/2010_page114.asp?id=2261

วันศุกร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ข่าวที่เกี่ยวข้อง